ผักดอง
หลายคนรู้จักการหมักดองอาหาร กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นกรรมวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับชาวไทยมาช้านาน อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ คิดว่า “ผักดอง” เป็นอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขอนามัย หรือเป็นของแสลง ภญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า คนไทยสมัยก่อนมักรู้จักการหมักและการดองควบคู่กันไป โดยในหลักการถนอมอาหาร การหมัก (fermentation) และการดอง (pickling) นั้นมีกรรมวิธีที่ต่างกัน คือ “การหมัก” หมายถึง การถนอมอาหาร โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์บางชนิด เป็นตัวช่วยในการย่อยสลาย อาจเติมเกลือหรือไม่ก็ได้ และอาจเติมส่วนประกอบอย่างอื่น เช่น ข้าวคั่ว เพื่อเสริมให้จุลินทรีย์มีบทบาทในการหมัก ทำให้เกิดรสชาติที่ต้องการ ซึ่งอาจต้องหมักทิ้งไว้ ประมาณ 2-3 วัน หรือหลายเดือน แล้วแต่ชนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำปลา ปลาร้า ปลาเจ่า หม่ำ ไส้กรอก (เปรี้ยว) ผักกาดดอง หรือหน่อไม้ดอง เป็นต้น ส่วน “การดอง” หมายถึง การถนอมอาหารในน้ำเกลือ และมีน้ำส้มเล็กน้อย อาจเติมเครื่องเทศ น้ำตาล หรือน้ำมันด้วยก็ได้ การดองอาจอาศัยเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วย ถ้าดองในน้ำเกลือที
“ผักเสี้ยน” เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-3 ฟุต แตกกิ่งก้านสาขาที่ไม่ยาวมากรอบต้น ตามลำต้นมีขนอ่อนๆ ปกคลุม จับดูจะเหนียวมือ ใบ เป็นใบประกอบมี 5 ใบย่อย ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมมน ผิวใบเรียบหรือจักฟันเลื่อย เส้นใบ 5-9 คู่ ก้านใบยาว 3-8 เซนติเมตร ดอก เป็นแบบดอกช่อกระจะ ออกที่ปลายยอด ดอกสีขาวหรือมีแต้มสีม่วง กลีบดอกรูปรีหรือรูปช้อน มีส่วนคล้ายก้านกลีบ ก้านชูเกสรร่วมยาว 8-23 มิลลิเมตร เปลี่ยนเป็นเกลี้ยง เกสรตัวผู้ 6 อัน ผล เป็นแบบผลแห้งแตก รูปทรงกระบอก มีสองลิ้น จะงอย แตกจากโคนผลทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม บำรุงกำลัง ราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ทั้งต้น (ใบ ดอก ต้น เมล็ด ราก) แก้ไข้ตรีโทษ แก้อาการปวดท้อง ลงท้อง นำมาต้มหรือดองรับประทาน ขับระดูของสตรี แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แมงป่องกัด หรืองูกัด ตำแล้วพอกช่วยให้เลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนัง และช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ใบ แก้อาการปวดหู บำรุงเสมหะให้เป็นปกติ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เริม แก้งูสวัด ตำหรือทาช่วยแก้อาการปวดเมื่อย เมล็ด ขับเสมหะขับพยาธิไส้เดือน ดอก แก้เลือดสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ ใบ ทั้งต้น ตำพอก
คนอีสานมักจะเรียกอาหารที่เอาไปหมักหรือดองเพื่อถนอมอาหารให้มีรสเปรี้ยวว่า “ส้ม” เช่น ส้มปลา ส้มหมู ส้มผัก เป็นต้น และจะมีคำต่อท้ายเป็นลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบนั้นๆ อาทิ ส้มปลาโจก ส้มผักเสี้ยน ผักดอง เป็นกรรมวิธีแปรรูปอาหารมาแต่โบราณกาล ต้นกำเนิดเริ่มจากชาติไหนนั้นก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่เดาเอาว่าน่าจะมีต้นทางมาจากเมืองจีน เจ้าแห่งภูมิปัญหาทางด้านอาหารแห่งโลกตะวันออก ซึ่งขึ้นชื่อลือชาอย่างยิ่งในการดองผักกาดและหัวผักกาด มีทั้งแบบเค็ม แบบหวาน แบบเปรี้ยว สารพัดรส ส้มผัก ทางภาคอีสานนิยมรับประทานเป็นผักแนมกับป่นปลา ลาบอ่อน ลาบคั่ว ลาบเลือด ก้อยแจ่ว ช่วยเพิ่มรสชาติบรรดาเครื่องเคียงให้จัดจ้านถึงใจมากขึ้น แต่คนทางภาคกลาง ภาคใต้ จะนิยมกินผักดองกับขนมจีนน้ำยา สมัยเด็กๆ ตอนที่เข้าครัวเป็นลูกมือของแม่ จำได้ว่าเราดองผักเสี้ยนกินบ่อยมาก ส่วนผักกุ่มนั้นไม่ค่อยได้เห็น เดาเอาว่าแถวบ้านคงหาผักเสี้ยนกินได้ง่ายกว่าผักกุ่ม นอกจากเกลือแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำผักดองของบ้านเราก็คือ “น้ำซาวข้าว” ซึ่งที่จริงต้องเรียกว่า “น้ำหม่าข้าว” น้ำซาวข้าวชนิดนี้ได้มาจากตอนที่เรา “หม่าข้าวเหนียว” ด้วยการเอาข้าวเหนียวที่จ
ผักดอง ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “ซึตเกะโมะโนะ” (tsukemono) เป็นอาหารที่สำคัญของญี่ปุ่น ในแต่ละมื้อจะต้องมีผักดองอย่างน้อยหนึ่งอย่าง วัสดุที่ใช้ในการดองผักมีหลายอย่าง เช่น ดองเกลือ ดองด้วยรำข้าว ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก ดองด้วยซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น ดองด้วยน้ำส้มสายชู และดองด้วยมิโซะ (Miso) ถั่วเหลืองหมักของญี่ปุ่น ระยะเวลาและกรรมวิธีก็แตกต่างกัน ภาพที่เห็น เป็นแตงหรือฟักชนิดหนึ่ง ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) คือ ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก
