ผักเสี้ยน
“ผักเสี้ยน” เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-3 ฟุต แตกกิ่งก้านสาขาที่ไม่ยาวมากรอบต้น ตามลำต้นมีขนอ่อนๆ ปกคลุม จับดูจะเหนียวมือ ใบ เป็นใบประกอบมี 5 ใบย่อย ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมมน ผิวใบเรียบหรือจักฟันเลื่อย เส้นใบ 5-9 คู่ ก้านใบยาว 3-8 เซนติเมตร ดอก เป็นแบบดอกช่อกระจะ ออกที่ปลายยอด ดอกสีขาวหรือมีแต้มสีม่วง กลีบดอกรูปรีหรือรูปช้อน มีส่วนคล้ายก้านกลีบ ก้านชูเกสรร่วมยาว 8-23 มิลลิเมตร เปลี่ยนเป็นเกลี้ยง เกสรตัวผู้ 6 อัน ผล เป็นแบบผลแห้งแตก รูปทรงกระบอก มีสองลิ้น จะงอย แตกจากโคนผลทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม บำรุงกำลัง ราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ทั้งต้น (ใบ ดอก ต้น เมล็ด ราก) แก้ไข้ตรีโทษ แก้อาการปวดท้อง ลงท้อง นำมาต้มหรือดองรับประทาน ขับระดูของสตรี แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แมงป่องกัด หรืองูกัด ตำแล้วพอกช่วยให้เลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนัง และช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ใบ แก้อาการปวดหู บำรุงเสมหะให้เป็นปกติ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เริม แก้งูสวัด ตำหรือทาช่วยแก้อาการปวดเมื่อย เมล็ด ขับเสมหะขับพยาธิไส้เดือน ดอก แก้เลือดสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ ใบ ทั้งต้น ตำพอก
สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ ส่งเสริมทายาทเกษตรกรดองผักเสี้ยน กันภูมิปัญญาชาวบ้านสูญหาย นายวิระศักดิ์ ติ่วกุล หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ได้จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านการเกษตรในสถานศึกษา กลุ่มยุวเกษตรกร รุ่นที่ 1/2560 โดยร่วมกับ โรงเรียนวัดโคกยาง ต.โคกยาง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ มีนักเรียน 150 คน เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกร มีชุมชน ผู้ปกครอง เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งครั้งนี้ นางมณฑา นบนอบ เกษตรกรผู้ดองผักเสี้ยนสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของตำบลโคกยางเป็นผู้ถ่ายทอด เพื่อให้ทายาทเกษตรกรได้มีความรู้ด้านการเกษตร สามารถช่วยงานในครอบครัวหรือยึดถือเป็นอาชีพต่อไปได้ในอนาคต ผลผลิตที่ได้นำไปจำหน่ายยังตลาดเกษตรจังหวัด ในราคาถุงละ 20 บาท รายรับที่ได้นำมาแบ่งปันเป็นรายได้ระหว่างเรียน และส่วนหนึ่งเข้ากองกลางเพื่อกิจกรรมโรงเรียน ในอนาคตได้เตรียมพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อต่อยอดการตลาด ทั้งนี้ ในตำราแพทย์แผนไทยโบราณ พบว่า ผักเสี้ยนนั้นมีสรรพคุณเป็นยาร้อน คนสมัยโบราณมักใช้ดองกินเพื่อแก้อาการเมา ใช้พอกฝีที่แตกเพื่อป้องกันหนอง ข้อมูลการศึกษาทางวิทยา
หลายคนรู้จักการหมักดองอาหาร กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นกรรมวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับชาวไทยมาช้านาน อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ คิดว่า “ผักดอง” เป็นอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขอนามัย หรือเป็น ของแสลง ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า คนไทยสมัยก่อนมักรู้จักการหมักและการดองควบคู่กันไป โดยในหลักการถนอมอาหาร การหมัก (fermentation) และการดอง (pickling) นั้นมีกรรมวิธีที่ต่างกัน คือ “การหมัก” หมายถึง การถนอมอาหาร โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์บางชนิด เป็นตัวช่วยในการย่อยสลาย อาจเติมเกลือหรือไม่ก็ได้ และอาจเติมส่วนประกอบอย่างอื่น เช่น ข้าวคั่ว เพื่อเสริมให้จุลินทรีย์มีบทบาทในการหมัก ทำให้เกิดรสชาติที่ต้องการ ซึ่งอาจต้องหมักทิ้งไว้ ประมาณ 2 – 3 วัน หรือหลายเดือน แล้วแต่ชนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำปลา ปลาร้า ปลาเจ่า หม่ำ ไส้กรอก (เปรี้ยว) ผักกาดดอง หรือหน่อไม้ดอง เป็นต้น ส่วน “การดอง” หมายถึง การถนอมอาหารในน้ำเกลือ และมีน้ำส้มเล็กน้อย อาจเติมเครื่องเทศ น้ำตาล หรือน้ำมันด้วยก็ได้ การดองอาจอาศั
