ผ้าฝ้าย
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT พร้อมจัดงาน “ฝ้ายทอใจ ครั้งที่ 12” อย่างยิ่งใหญ่ รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายจากฝีมือชั้นครูทั่วประเทศไทย เริ่ม 27-30 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า “งานฝ้ายทอใจ”เป็นงานที่ SACICT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และอยู่กับคนไทยมายาวนานถึง 12 ปี เพื่อมุ่งมั่นที่จะสานต่อ พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต้องการจะให้ประชาชนคนไทยมีรายได้เสริมและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยงานศิลปหัตถกรรม ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสให้กับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACICT ที่เป็นผู้ผลิตงานผ้าฝ้ายได้มีช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบทบาทและภารกิจการดำเนินงานนี้จึงมีความสอดคล้องกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันแล
เครื่องนุ่งห่มจากผ้าฝ้าย อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการยังชีพของมนุษย์ โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มจากผ้าฝ้ายผลิตภัณฑ์คุณภาพเป็นงานวิถีพื้นบ้านที่ได้สืบต่อกันมายาวนาน ซึ่งที่ชุมชนบ้านโสกแสง เกษตรกรนอกจากจะทำนาเป็นอาชีพหลักแล้วยังได้ปลูกหม่อน ย้อมสีเส้นฝ้ายด้วยสีธรรมชาติ ทอผ้า หรือนำผืนผ้ามาตัดแต่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มหรือของใช้ที่งดงาม เพื่อใช้ในครัวเรือนหรือเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขายดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้พอเพียงเพื่อการยังชีพด้วยวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและมั่นคง คุณยรรยง ศรีม่วงกลาง เกษตรอำเภอนาจะหลวย เล่าให้ฟังว่า นอกจากได้ส่งเสริมการทำนาที่เป็นอาชีพหลักให้เกษตรกรแล้วก็ได้แนะนำให้ปลูกพืชเสริมด้วยการปลูกหม่อนแบบหัวไร่ปลายนาหรือปลูกเป็นสวน เพื่อนำผลผลิตจากต้นหม่อนมาใช้ประโยชน์ เช่น นำผลหม่อนมาทำแยมหรือเครื่องดื่ม นำใบหม่อนมาทำเป็นชาชงดื่มเพื่อสุขภาพหรือนำใบหม่อนไปเลี้ยงหนอนไหมซึ่งจะทำให้ได้เส้นไหมหรือเส้นฝ้าย ทำการย้อมสีเส้นฝ้ายเปลือกไม้เพื่อให้ได้เส้นฝ้ายสีสวยแบบธรรมชาติ แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้าเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่หรือขายเป็นรายได้ ส่งเส
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหม-ฝ้าย บ้านบัวงาม ตั้งอยู่เลขที่ 101/1 หมู่ที่ 3 บ้านบัวงาม ตำบลบัวงาม อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดย คุณอำคา นามปัญญา เป็นผู้ก่อตั้ง พร้อมทั้งรับตำแหน่งประธานกลุ่ม กลุ่มได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ว่าด้วยเรื่องผ้าทอมือจากสีธรรมชาติ การย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ จนสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสมาชิกทุกคน ต่อมากลุ่มได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2546 ปัจจุบันนี้มีสมาชิกทั้งหมด 31 คน และได้ดำเนินกิจกรรมทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คุณอำคา ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหม-ฝ้าย บ้านบัวงาม เปิดเผยถึงความเป็นมาของกลุ่มว่า ได้เล็งเห็นความสำคัญของการทอผ้าที่มีต่อคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้สอยในครัวเรือน ด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน และเห็นโอกาสในด้านการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน จึงรวมกลุ่มเพื่อผลิตและจำหน่ายผ้าไหมผ้าฝ้ายจากสีธรรมชาติขึ้น ปรากฏว่าสินค้าของกลุ่มเราขายดีพอสมควร และได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจะเป็นผลิตภั
ในยุคนี้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จะขายอยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากเรื่องคุณภาพที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยราคาที่ต้องสมเหตุสมผลแล้ว อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องนวัตกรรม ซึ่งทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ “หญ้าแฝก” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้ปลูก วันนี้กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว แม้จะเป็นวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ประมาณ 20 คน แต่ก็มีสินค้านวัตกรรมที่ทำให้หลายคนทึ่งในภูมิปัญญาของคนที่นี่ โดยได้นำหญ้าแฝก ซึ่งเป็นหญ้าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแนะนำให้ปลูกเพื่อป้องกันหน้าดินพังทลายมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้ารวมกับฝ้าย ทำให้ได้ผ้าฝ้ายผสมหญ้าแฝก ซึ่งถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแรกที่ทอผ้าดังกล่าว แต่ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงระยะนำร่อง ยังไม่ได้มีวางขายทั่วไป คุณนิ่มนวล นาโพตอง ประธานกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม เล่าว่า คนในหมู่บ้านพื้นเพดั้งเดิมมาจากภาคอีสาน ซึ่งมีการทอผ้าหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม ผ้าทำฟูกที่นอน และผ้าถุง หรือผ้าขาวม้า เพื่อใช้สอยในครัวเรือน เป็นของฝาก ของรับไหว้ในงานแต่ง ของที่ระลึกในงานบุญ และเทศกาลต่างๆ พอเหลือใช้ จึงแบ่งขายบ้างเ
