พะยูน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง โดย ผศ.พรเทพ วิรัชวงศ์ พร้อมด้วยทีมคณาจารย์ นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง จัดโครงการให้ความรู้ด้านการศึกษาระบบนิเวศและการปลูกฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลให้กับนักเรียนและอาจารย์โรงเรียนวิเชียรมาตุ จำนวน 120 คน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ผศ.พรเทพ วิรัชวงศ์ กล่าวว่า โครงการให้ความรู้ด้านการศึกษาระบบนิเวศและการปลูกฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล เป็นกิจกรรมเชิงรุกเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง ที่มี พะยูนเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำจังหวัดและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ได้เรียนรู้ระบบนิเวศและการปลูกฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ด้านเป้าหมายที่ 14 (SDG 14 : Life below water) ที่มีเป้าประสงค์เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้สอดรับกับนโยบายและแผนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กระ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ส่งนักวิชาการกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก นำโดย นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน พร้อมเจ้าหน้าที่ นักบินชาวต่างชาติ นำเครื่องบินเล็ก มาบินสำรวจประชากรพะยูนในทะเลตรัง ในระหว่างวันที่ 12 – 16 กุมภาพันธ์ โดยการนำจำนวนประชากรพะยูนที่พบในแต่ละเที่ยวบินมาคิดคำนวณตามหลักวิชาการ เพื่อหาค่าเฉลี่ยประชากรพะยูนที่เหลืออยู่ เป็นการเก็บข้อมูลทางวิชาการอีกด้านหนึ่งใช้เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ให้พะยูนคงอยู่ในทะเลตรังตลอดไป เพราะพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดตรัง บริเวณแหล่งหญ้าทะเล ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง นับจากบริเวณหัวแหลมเกาะมุกด์ – เกาะตะลิบง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง นายก้องเกียรติ กล่าาว่า ปีนี้แม้การบินสำรวจพบว่าประชากรเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี รวมไม่ต่ำกว่า 210 ตัว โดยฝูงใหญ่ที่สุดพบมากกว่า 30 ตัว โดยมีคู่แม่ลูกอยู่ในฝูงประมาณ 10 คู่ แต่ภาพรวมม
เมื่อราวกลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์ จัดสัมมนาเรื่อง การอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศ เนื้อหาหลักๆในเวทีสัมมนาในครั้งนั้น พูดกันว่า แม้พะยูนจะเป็นสัตว์ป่าสงวน และอยู่ในบัญชี 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(ไซเตส) คือห้ามมีการค้าขายกันอย่างเด็ดขาด แต่ถึงกระนั้น พะยูน ในประเทศไทยยังจัดอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนักในเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งอาหารของพะยูน รวมทั้งการล่าและการติดเครื่องมือประมง เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้จำนวนของพะยูนลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคาดว่าในน่านน้ำไทยมีพะยูนไม่เกิน 200 ตัว โดยอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง เป็นแหล่งที่พบพะยูนมากที่สุดคือ ประมาณ 130 – 150 ตัว เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีแหล่งหญ้าทะเลชนิดที่เป็นแหล่งอาหารหลักและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก นอกจากนี้ยังมีในพื้นที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ตราด ประมาณ 15 ตัว และในพื้นที่อ่าวไชยา จ.สุราษฎร์ธานี อีกประมาณ
กรณีพบซากพะยูนบริเวณปากคลองโต๊ะ ในพื้นที่ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง โดยนำเชือกผูกติดกับครีบหน้า แล้วโยงกับรากต้นโกงกาง ในสภาพที่เปื่อยยุ่ย เหลือเพียงลำไส้กับหนังเล็กน้อย จึงไม่สามารถระบุเพศ อายุ น้ำหนัก ความยาว หรือรายละอียดต่างๆ ได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นการตายของพะยูนเองตามธรรมชาติ หรืออาจไปติดกับเครื่องมือประมงชนิดใดชนิดหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะถูกซัดเข้ามายังแนวป่าโกงกาง แล้วมีผู้มาพบเห็นเข้า จึงใช้เชือกมัดร่างทิ้งไว้ หรืออาจเป็นขบวนการล่าพะยูนเพื่อเฉือนเอาอวัยวะต่างๆ ไป เนื่องจากในที่เกิดเหตุไม่พบส่วนของกระดูกและเนื้อเลยนั้น ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 ต.ค. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ตำรวจสายตรวจตำบลเกาะลิบง ทีมพิทักษ์ดุหยง ชมรมรถพ่วงเกาะลิบง และชาวบ้านตำบลเกาะลิบง นำโดย นายสิทธิพร จิเหลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะลิบง และ นายอับดลรอหีม ขุนรักษา กำนันตำบลเกาะลิบง ร่วมกันประชุมพูดคุยหารือเพื่อหาทางออกของปัญหาดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน โดยหลังจากนี้จะมีการจัดตั้งทีมพิทักษ์พะยูนขึ้น ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าฯ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอกันตัง เพื่อออกลาดต
รายงานข่าวจากจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถึงความคืบหน้ากรณี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลในการการอนุรักษ์พะยูนและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศ ถึงสถานการณ์พะยูนในประเทศไทยจัดอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนัก ในเรื่องที่อยู่อาศัยและการทำลายแหล่งหญ้าทะเล ยืนยันเรื่องการล่าพะยูนมีอยู่จริง ด้วยการเอาซากพะยูนที่ติดเครื่องมือประมงเข้าฝั่งแล้วไม่แจ้งกับใคร จากนั้นแล่เนื้อแยกออกเป็นส่วนๆ กระดูกและเขี้ยวแยกไว้ส่วนหนึ่ง ซื้อขายในกิโลกรัมละ 1 หมื่นบาท ส่วนเนื้อขายกันในกิโลกรัมละ 150 บาท และนำเนื้อไปปรุงอาหารจานเด็ด “พะยูนผัดเผ็ด” จนกลายเป็นข่าวสะเทือนวงการอนุรักษ์เป็นอย่างมาก ล่าสุดชาวชาวบ้านตำบลเกาะลิบง ซึ่งตกเป็นจำเลยของนายธัญญา ได้ออกมาแถลงโต้ว่าไม่เป็นความจริงตามที่ นายธัญญาออกมาให้ข่าวพร้อมทั้งเรียกร้องให้นายธัญญา ในฐานะอธิบดีที่รับผิดชอบดูแลทรัพยากรทางทะเลออกมารับผิดชอบต่อคำพูดดังกล่าว ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนจังหวัดตรังเป็นอย่างมาก เป็นความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเรื่องอนุรักษ์ โ
กรณี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลในการอนุรักษ์พะยูนและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศ ถึงสถานการณ์พะยูนในประเทศไทยจัดอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนักในเรื่องที่อยู่อาศัยและการทำลายแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งคาดว่าในน่านน้ำไทยมีพะยูนไม่เกิน 200 ตัว และมีอยู่ในเขตห้ามล่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง ประมาณ 130-150 ตัว โดยกลุ่มผู้ล่าพะยูนมีความเชื่อว่า กระดูกพะยูน สามารถนำไปทำยาโด๊ป เขี้ยวน้ำไปทำของขลัง ส่วนเนื้อนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูพะยูนผัดเผ็ด รวมทั้งเสนอข่าวย้ำกล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ว่าเรื่องขบวนการล่าพะยูนและนำเนื้อ อวัยวะมาขายมีอยู่จริง พร้อมอ้างว่าแหล่งที่มีการซื้อ-ขายกันนั้นคือพื้นที่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง โดยชาวประมงบางกลุ่มในพื้นที่ ทั้งล่า และนำซากพะยูนที่ติดเครื่องมือประมงขึ้นฝั่งโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ แล้วนำไปแหลเนื้อออกเป็นส่วนๆ ทั้งกระดูกและเขี้ยว แยกออกซึ่งเป็นอวัยวะที่แพงที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาด ขายกันในกิโล
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นประธานเปิดการประชุมการอนุรักษ์พะยูนและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน นายธัญญา กล่าวว่า แม้พะยูนจะเป็นสัตว์ป่าสงวน และอยู่ในบัญชี 1 ของบัญชีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(ไซเตส) ห้ามค้าโดยเด็ดขาด แต่พะยูนในประเทศไทยยังจัดอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนักในเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งอาหารของพะยูน รวมทั้งการล่าและการติดเครืองมือประมงล้วนเป็นสาเหตุทำให้พะยูนลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคาดว่าในน่านน้ำไทยมีพะยูนไม่เกิน 200 ตัว จากเดิม ก่อนหน้านี้เคยมีนับพันตัว โดยอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง เป็นแหล่งที่พบพะยูนมากที่สุด ประมาณ 130 – 150 ตัว เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีแหล่งหญ้าทะเลชนิดที่เป็นแหล่งอาหารหลักและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนที่มีความอุดมสมบ
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวเรื่องมูลนิธิอันดามันค้านติดแท็กพะยูนดังนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) และสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการนำ วทน. มาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จากการที่ สวทช.หารือร่วมกันใน”โครงการบูรณาการทางวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน บริเวณหาดหยงหลำและเกาะมุก อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม” เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จึงได้ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) โดย อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และจังหวัดตรัง ให้การสนับสนุนทุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อหาแนวทางการพัฒนาการวิจัยและการบริหารจัดการในพื้นที่หาดหยงหลำเกาะมุก อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม จังหวัดตรัง การดำเนินงานโครงการแบ่งส
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ที่มูลนิธิอันดามัน ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง ได้มีตัวแทนจาก 3 องค์กรหลัก คือ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดตรัง ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดและมูลนิธิอันดามัน นำโดยนายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิอันดามัน แถลงข่าวเรียกร้องให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ปล่อยพะยูนทั้ง 3 ตัวให้เป็นอิสระ หลังจากที่มีการติดสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูน บริเวณส่วนหางของพะยูนยาวประมาณ 3 เมตร ตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายภาคภูมิกล่าวว่า จากข้อมูลผู้เชี่ยวชาญจาก Dugong Techniciat Expert of CMS Dugong Secretariat ให้ความชัดเจนว่าการจับพะยูนด้วยอวน และใช้คนจับจำนวนมาก ในการติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณดาวเทียมรวมถึงความยาวและทุ่นสัญญาณที่ใช้จะก่อให้เกิดอันตรายและเสี่ยงต่อการตายของพะยูน อีกทั้งข้อมูลหลังจากการติดตั้งบอกเฉพาะวิถีชีวิตของพะยูนเฉพาะตัวที่ติดสัญญาณเท่านั้น ไม่มีนัยยะที่สำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับพะยูนตัวอื่นในทะเลตรัง เช่นเดียวกับการเก็บตั
