พืชอาหารสัตว์
การเลี้ยงสัตว์ให้ประสบความสำเร็จ สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี อาหารสัตว์นับเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์มาจากค่าอาหารสัตว์ หากเกษตรกรเลือกใช้อาหารที่ดี ราคาถูกก็จะลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้มาก การปลูกพืชอาหารสัตว์ให้ได้ผลดี จำเป็นต้องเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้ากินนีสีม่วง เป็นหนึ่งในพืชอาหารสัตว์ที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกภูมิภาคทั่วไทย เพราะเป็นหญ้าอายุหลายปี เจริญเติบโตแบบกอตั้ง ลำต้นแตกแขนงเป็นกอคล้ายกอตะไคร้ มีความสูง 2-3 เมตร มีใบขนาดใหญ่ ดก อ่อนนุ่ม จุดเด่นมีโคนต้น หน่อ และช่อดอกเป็นสีม่วง แตกต่างจากหญ้าอาหารสัตว์พันธุ์อื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มีสีเขียวอย่างเด่นชัด และมีขนาดเมล็ดใหญ่กว่าหญ้ากินนี หญ้ากินนีสีม่วง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ให้ผลผลิตสูง มีคุณค่าทางอาหารสูง โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะแกะ ชอบกิน ทนต่อการเหยียบย่ำ ทนต่อการเผาใหม้ ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนได้ดี เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก การปลูก หญ้ากินนีสีม่วงสามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ตั้งแต่ที่ดอน ดินเ
ในปี 2025 คืออีกหนึ่งปีที่สะท้อนพลวัตของภาคเกษตรไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” พืชเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับไร่ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ รศ.ดร.ชูศักดิ์ จอมพุก อาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อธิบายภาพรวมของสถานการณ์ว่า ปีนี้ประเทศไทยให้ผลผลิตถึง 5.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ได้เพียง 5 ล้านตัน สาเหตุสำคัญมาจากฝนที่ตกต้องตามฤดูกาล และมีพื้นที่ปลูกที่เพิ่มจาก 6.2 ล้านไร่เป็น 6.8 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ขยับจาก 780 กิโลกรัมในปี 2024 เป็น 790 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2025 รศ.ดร.ชูศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยมักเริ่มช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่ปลายเมษายน ส่วนในฤดูแล้งจะเริ่มปลูกช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกได้ทั้งปี และหากเกษตรกรวางแผนปลูกแบบกระจาย จะช่วยให้การจัดการผลผลิตมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บสต๊อกจำนวนมากในโกดัง การปลูกข้าวโพดให้ได้คุณภาพปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตคือ “น้ำ” เพราะพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ไร่ ไม่มีระบบชลประทานรองรับ จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหล
ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาด้านราคาวัตถุดิบอาหารที่มีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ อาทิ แหนแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเนเปียร์ ถือเป็นพืชทางเลือกที่เป็นทางออกให้กับเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต สำหรับแหนแดง เป็นพืชที่ใช้เวลาปลูกระยะสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วัน สามารถขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาด โปรตีนสูง และมีไนโตรเจนสูงถึง 5% ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจน ประมาณ 2.5-3% ขณะที่ราคาอาหารสัตว์ท้องตลาด ราคา 12 บาท/กิโลกรัม แต่หากเป็นอาหารที่ผสมเองราคา 4 บาท/กิโลกรัม เป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก พบอยู่ตามบริเวณน้ำนิ่ง เช่น บ่อ หรือคูน้ำ สำหรับแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตรให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตสดถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตเจนได้ประมาณ 6-7 กิโลกรัม ประโยชน์คือ ทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำ
กรมส่งเสริมสหกรณ์รุกกู้วิกฤติปัญหาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง เร่งรัดติดตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เชื่อมั่นเป็นกลไกลสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลผลิตทางการเกษตรให้สมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เพาะปลูกทั่วประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นอันดับ 3 รองจากข้าวและยางพารา รวมทั้งยังเป็นพืชที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และสามารถส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบันเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ประสบปัญหาวิกฤติโรคระบาดไวรัสใบด่างทำให้ราคาตกต่ำอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวน 5 แสนกว่าครอบครัว และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือในหลายด้าน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือเร่งรัดติดตามโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายในกรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการรวบรวม จัดเก็บข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ไม่น้อยกว่า 700,000 ตัน เกษตรกรได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 250,000 ราย มีรายได้เพิ่
กรมส่งเสริมสหกรณ์จับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลังขายพืชอาหาสัตว์ป้อนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม ชี้ส่งผลดีกับทั้งสองฝ่าย ฝั่งสหกรณ์ผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์มีตลาดรองรับชัดเจน ฝั่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพผลิตเป็นอาหารสัตว์จำหน่ายเกษตรกรสมาชิกในราคายุติธรรม ปริมาณความต้องการใช้อาหารสัตว์ของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคไม่น้อยกว่าปีละ 29,281.20 ตัน นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดประชุมเชื่อมโยงเครือข่ายและเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่จำหน่ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโค เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผลิตพืชอาหารสัตว์ จำนวน 122 แห่ง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม จำนวน 60 แห่ง ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาการผลิตและการตลาดสินค้าพืชอาหารสัตว์ให้อยู่ภายในเครือข่ายของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาเรื่องการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด ปัจจุบันสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
