พุทรา
“สวนลุงเบิร์ด” ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท สวนฝรั่งและพุทราที่ถูกปลูกและจัดวางระบบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงและไร่ข้าวโพดไกลสุดลูกหูลูกตา นี่เป็นสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาของคณะเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อเราเดินทางไปถึงสวนลุงเบิร์ดเป็นครั้งแรก เมื่อพระอาทิตย์ตรงหัวก็ได้เวลาของการเริ่มสัมภาษณ์ คุณเบิร์ด หรือ ยุทธนา คามบุตร เจ้าของ สวนลุงเบิร์ด อดีตนักวิชาการ และพ่อค้าขายฝรั่งได้เล่าให้เราฟังว่า เดิมทีพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรของครอบครัว คุณเบิร์ดเติบโตมากับครอบครัวที่ทำการเกษตรและคุ้นชินกับพื้นที่ในบริเวณนี้เป็นอย่างดี และเพราะโตมากับการทำการเกษตร คุณเบิร์ดจึงเลือกเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรในจังหวัด ในสาขาวิชาพืชศาสตร์ จากนั้นก็ได้ไปฝึกงานที่อิสราเอลเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อกลับมายังประเทศไทยคุณเบิร์ดก็เข้าทำงานที่กรมวิชาการ ศูนย์วิชาการวิจัยและพัฒนาการเกษตรในจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งอยู่ไกลออกไป ภายหลังการลาออกจากงานประจำ คุณเบิร์ดก็ได้กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ณ อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาทแห่งนี้ และด้วยประสบการณ์ที่ผ่านของคุณเบิร์ดก็ได้เกิดเป็นการบริหารจั
หลายคนยังไม่ทราบว่า ไต้หวัน เป็นประเทศที่มีพุทราสายพันธุ์ดีๆ มากมาย มีเกษตรกรไทยนำพันธุ์พุทราจากไต้หวันมาปลูกในบ้านเราจนประสบผลสำเร็จหลายราย เนื่องจากพุทราไต้หวันมีขนาดของผลใหญ่ รสชาติดี และเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้วงการการปลูกพุทราในประเทศไทยได้เปลี่ยนจากการปลูกพันธุ์ดั้งเดิมหันมาปลูกพุทราไต้หวันกันมากขึ้น อย่างที่เรารู้จักมักคุ้นกันดี อย่าง พุทราพันธุ์ “ซุปเปอร์จัมโบ้” และ พันธุ์ “ซื่อมี่” ที่คนไทยมักเรียกกันว่า “พุทรานมสด” ในขณะเดียวกันที่ไต้หวันเองได้มีการพัฒนาสายพันธุ์พุทราอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของ พุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทย เรียกว่า พันธุ์ “น้ำผึ้ง” เป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกมากในไต้หวันในปัจจุบันนี้ด้วยคุณภาพที่เนื้อหวานและกรอบ มีกลิ่นหอมมาก มีรูปทรงยาวเป็นรูปกระสวย ขนาดของผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 6-8 ผลต่อ 1 กิโลกรัม (ผลใหญ่สุด หนักมากกว่า 300 กรัม) แตกต่างจากพันธุ์ซุปเปอร์จัมโบ้และพันธุ์นมสดที่มีปลูกอยู่ในบ้านเราในขณะนี้ จากการที่ผู้เขียนได้ทดลองบริโภคพุทราพันธุ์ “มิ่งเฉา” พบว่า มีรสชาติหวาน กรอบ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเมล็ดเล็กมาก (เมล็ดเล็กกว่าพันธุ์ซุปเ
คุณฐนพล เสนมิม หรือ ครูหน่อง เจ้าของไร่สวนพอเพียง อยู่ที่บ้านหนองแวง ตำบลเขาพระนอน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ใช้เวลาว่างหลังงานประจำ สานต่อพัฒนาสวนพุทรานมสดของที่บ้าน เน้นคุณภาพของผลผลิต และทำหน้าที่หลักในการหาตลาดจนสามารถสร้างรายได้ จากสวนพุทราเพียง 2 ไร่ ได้หลักหลายแสนบาทต่อปี ครูหน่อง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสวนพุทราว่า ตนเองประกอบอาชีพหลักเป็นครูสอนดนตรี แต่พื้นฐานที่บ้านเป็นเกษตรกรทำสวนพุทรามานานกว่า 10 ปีแล้ว ตนเองเพิ่งจะเข้ามาสานต่อได้เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี โดยตอนแรกที่สวนจะปลูกพุทรา 3 รสเป็นหลัก แต่พอมาช่วงหลังเริ่มเกิดปัญหาเรื่องของโรคแมลง การจัดการยาก ราคาต่ำ ที่สวนจึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกสายพันธุ์ใหม่ จากพุทรา 3 รส เป็นพุทรานมสดสายพันธุ์บอมเบย์ ด้วยจุดเด่นของสายพันธุ์นี้คือ ผิวบาง รสชาติหวาน กรอบ ขนาดผลใหญ่ ขายได้ราคาดีตลอด และในแง่ของการปลูกการดูแลนั้น พุทราเป็นผลไม้ที่ปลูกดูแลง่าย ต้นทุนต่ำ เพราะที่สวนปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยคอก และทำฮอร์โมนไว้ใช้เอง เพราะฉะนั้น จะเหลือกำไรต่อปีมากพอสมควร หรือพูดง่ายๆ ว่าเงินที่ได้จากการทำสวนกลายเป็นเงินเก็บก้อนโตเลยก็ว่าได้ ปลูก
เมื่อลมหนาวมาเยือน ทุกท่านนึกถึงอะไรกันบ้างที่เป็นสัญลักษณ์ของหน้าหนาว ส่วนตัวผู้เขียนเองนึกถึงผลไม้ ลูกเขียวๆ ลักษณะทรงผล คล้ายกับผลแอปเปิ้ล นั่นก็คือพุทรานมสดนี่เอง เพราะเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่ผู้เขียนมีความชื่นชอบส่วนตัว ด้วยรสชาติที่หวานกรอบเป็นเอกลักษณ์ ทุกครั้งที่ได้กินแล้วรู้สึกสดชื่น กินแล้วทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมื่อพูดถึงพุทรานมสด หลายคนจะยกให้พุทรานมสดที่ปลูกในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นนัมเบอร์วัน แต่ครั้งนี้ผู้เขียนจะพาไปแอ่วเหนือ ลองชิมพุทรานมสดที่ปลูกในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กันดูบ้าง เพราะได้ยินมาว่าพุทรานมสดของที่นี่ก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน คุณธนรักษ์ จันต๊ะ หรือ คุณไทร์ เจ้าของสวนพุทรานมสดสามพี่น้อง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 199 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรอายุน้อยแต่เต็มไปด้วยประสบการณ์การทำเกษตรที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ถือเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรักและหวงแหนอาชีพเกษตรกรรมเพราะมีความสำนึกอยู่ตลอดว่า “ที่ตัวเอง มีอยู่ มีกิน มีใช้ ได้เรียนหนังสือ อย่างทุกวันนี้ ก็เกิดจากอาชีพการทำเกษตรกรรมที่สมัยบร
สัก 30 ปีแล้วเห็นจะได้ ที่ผมเคยอ่านคอลัมน์หนึ่งในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม รายงานเรื่องกรมศิลปากรพานักข่าวนักหนังสือพิมพ์ไปชมกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา จำได้ว่าท่านอธิบดีในเวลานั้นคือ คุณเดโช สวนานนท์ แกล้งสัพยอกนักข่าว โดยชี้ให้ดูต้นพุทราซึ่งมีมากมายเต็มไปหมดในเขตวังโบราณ แล้วถามว่า มีใครรู้บ้างครับ กรมศิลปากรได้ค่าสัมปทานเก็บพุทราต้นละเท่าไหร่ เมื่อไม่มีใครตอบได้ คุณเดโชจึงเฉลยเองว่า “3 บาทครับ กรมศิลป์เราได้ต้นละ 3 บาท” มุขนี้เรียกเสียงฮาจากคณะนักข่าวได้ไม่น้อย คนที่เคยไปเที่ยวอยุธยาคงนึกออก ว่าต้นพุทรานั้นมีมากมายจริงๆ ใครก็ไม่รู้บอกว่า อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ท่านให้คนปลูกไว้ ตอนที่ท่านมาดูแลพื้นที่พระนครศรีอยุธยา เท็จจริงขึ้นแก่ผู้เล่า แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ในเวลานั้น คือก่อน 30 ปีที่แล้ว พุทราพันธุ์พื้นเมือง ลูกเล็กๆ สีเขียวสีเหลือง รสเปรี้ยวอมฝาด เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีรสหวานเจือนั้น ยังถูกเอามาใช้ประโยชน์เป็นพืชอาหารอยู่มาก ทุกวันนี้ผมเองก็ไม่ทราบว่า ในเขตกรุงเก่าจะยังมีสัมปทานพุทราราคา 3 บาทต่อต้นอยู่อีกไหม รู้แต่ว่าพุทราพันธุ์ใหม่ๆ อย่างพันธุ์น้ำอ้อย ไข่เต่า น้ำผึ้งหอม บอมเบย์ ช็
เป็นที่รู้กันว่าโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีถ้าไม่นับโรคมะเร็งแล้ว ก็ต้องยกให้โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ แม้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคทั้งสองจะมีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ผู้ที่รักสุขภาพจึงหันมานิยมยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลอดภัยหาง่าย และมีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แพ้กัน สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งสองโรคนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่ออื่นว่า กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้
จังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมแพรวาที่เลื่องชื่อ ยังเป็นแหล่งปลูกพุทราส่งขายมากในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งพุทราบ้านโพน อำเภอคำม่วง เกษตรกรปลูกพุทราแบบกางมุ้ง รสชาติดีปลอดภัยต่อผู้บริโภค ที่สำคัญหอมกลิ่นนม สามารถเด็ดกินได้จากต้น คุณวิสัย ภูจันหา เกษตรกรผู้ปลูกพุทรา เล่าให้ฟังว่า ในบ้านโพน อำเภอคำม่วง จัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ปลูกพุทรา พื้นที่ปลูกของสมาชิกราว 1,600 ไร่ ปลูกพุทราพันธุ์จัมโบ้นมสด และพวงทองหรือสามรส ได้มาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานอาหารปลอดภัย สำหรับพุทราบ้านโพนนั้น ใช้วิธีปลูกแบบกางมุ้ง เพื่อป้องกันแมลงวันทอง และไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง 1 ไร่ จะใช้มุ้ง 7 ม้วน ราคาม้วนละ 4,300 บาท มุ้งสามารถใช้ได้ 5-6 ปี ปัจจุบันมี 1,600 ไร่ กางมุ้งไปเกือบ 50% แล้ว เกษตรกรในพื้นที่ บอกว่า พุทราในแบบบ้านโพน ใส่นมสดซื้อจากฟาร์ม ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท เอามาผสมน้ำฉีด มีส่วนผสมอัตรา น้ำ 200 ลิตร ใส่นม 10 ลิตร ฉีดพอประมาณไม่ต้องให้ชุ่ม จะต้องฉีดทุกต้น ฉีดเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่ง “นม” จะทำให้พุทรากรอบและหอมขึ้น ผลผลิตพุทราต่อต้น ราว 200-250 กิโลกรัม และเมื่อปี 2560 ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับภาค
