ฟักข้าว
ต้นฟักข้าว เป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูปสามเหลี่ยม เว้าลึกเป็น 3-5 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา ดอกฟักข้าว เป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมาก ผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ
ชื่อ ฟักค่าว หรือเขียนได้อีกแบบ ฟักข้าว ผลสีสด สวย น่ารับประทาน หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด อาจไม่คุ้นชื่อ ฟักค่าว แต่อาจคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น เช่น จังหวัดปัตตานี เรียก ขี้กาเครือ จังหวัดตาก เรียก ผักข้าว จังหวัดแพร่ เรียก มะข้าว หรือแม้แต่ประเทศเวียดนาม ยังมีภาษาท้องถิ่นใช้เรียก ฟักค่าว ว่า แก๊ก (Gac) สามารถพบพืชชนิดนี้ได้ ตั้งแต่ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังคลาเทศ และฟิลิปปินส์ ฟักค่าว เป็นไม้ประเภทล้มลุก เป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักค่าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักค่าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ โดยการนึ่งหรือลวกให้สุก เช่นเดียวกับผลอ่อนนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค หรือจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ผลอ่อนของฟักค่าว มีทั้งวิตามินซ
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของฟัก
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อย มักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinens is Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลางว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือ ที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของ
ชื่อทั่วไป : Gac fruit/Baby jack fruit/ขี้พร้าไฟ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica cochinchinensis (Lour.) Family : CUCURBITACEAE ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยเก่าแก่ที่อายุยืนหลายปีของทวีปเอเชียตอนใต้ พบกระจายพันธุ์อยู่ในจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บังกลาเทศ ไปจนถึงอินเดียทางใต้ ลักษณะลำต้น เป็นเถาเลื้อยมีมือจับ (Tendrill) ชอบเลื้อยขึ้นพันต้นไม้ใหญ่เพื่อขึ้นไปหาแสงแดด สมัยก่อนตามสวนฝั่งธนฯ มีปลูกกันมากแทบทุกสวน ปัจจุบันชักหาดูยากซะแล้ว ฟักข้าวนั้นเขาจะแยกต้นเพศผู้กับเพศเมีย ไม่ค่อยจะอยู่รวมกันในต้นเดียว ดังนั้น จึงควรปลูกไว้ทีละ 4-5 ต้น จึงจะได้เห็นผลชัวร์ๆ ต้นเพศผู้ ใบจะหยักลึก เว้ามากกว่าใบของต้นเพศเมีย ส่วนต้นเพศเมีย ใบจะป้อมๆ ไม่เว้าลึก ไม่หยักมากเหมือนตัวผู้ ผลดิบสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่จัดใกล้สุกจะเปลี่ยนเป็นสีแสดส้มอมแดงสวยงามสะดุดตา เมล็ดดิบมีพิษเบื่อเมา แต่เยื่อหุ้มเมล็ดสีส้มของฟักข้าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศถึง 12 เท่า ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เนื้อฟักข้าวยังพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัวที่เป็นประโยชน์ช
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต “น้ำฟักข้าวสกัดเข้มข้นพร้อมดื่ม” ชี้เป็นพืชสมุนไพรในการบำรุงผิวพรรณ เครื่องดื่มสกัดเข้มข้น ได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในตลาดอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่แปรรูปจากผักและผลไม้ เพราะเป็นแหล่งของสารธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มีสมบัติในการทำลายอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ แม้จะบริโภคเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความสดชื่นขณะดื่ม ทั้งยังง่ายต่อการหาซื้อมาบริโภค ก่อนหน้านี้ คุณธนวันต์ กล่ำบุญสวัสดิ์ และ คุณวิมาลิน ชัยวังเย็น นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวสกัดเข้มข้นพร้อมดื่ม โดยใช้ฟักข้าวจากวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ปลูกฟักข้าวบ้านปลักไม้ลาย ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการแปรรูป ปรับปรุงกรรมวิธีการเตรียมน้ำฟักข้าวก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเข้มข้น โดยใช้เอนไซม์เพคติเนสและการทำเข้มข้นด้วยระบบสุญญากาศด้วยเครื่องมือระเหยแบบสุญญากาศ ฟักข้าวเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่น ที
“ฟักข้าว” เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลายประเทศ ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน นำมาเป็นผักได้ ด้วยการนึ่งหรือลวกให้สุก หรือนำผลอ่อนไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค และจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจ ฟักข้าว ในฐานะพืชเป็นยา เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์จึงมีการนำเยื่อฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการบริโภค แล้วยังสามารถเข้าถึงประโยชน์จากคุณค่าของฟักข้าวได้อย่างง่าย ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 ต
ต้นฟักข้าวเป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูป 3 เหลี่ยม เว้าลึก อีกเป็น 3 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา ดอกฟักข้าวเป็นดอกเดี่ยว ออกตากซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมาก ผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณทิวาพร ศรีวรกุล อยู่บ้านเลขที่ 213 หมู่ที่ 2 ซอยพัฒนา 1 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 71000 โทรศัพท์ (081) 857-2500 เดิมคุณทิวาพรได้ลงทุนปลูกอ้อยในพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ ทำไร่อ้อยได้ประมาณ 4 ปี ช่วงนั้นจังหวัดกาญจนบุรีประสบกับปัญหาอากาศแห้งแล้งติดต่อกัน 3 ปี พื้นที่ที่ปลูกอ้อยดังกล่าวติดเชิงเขา ไม่มีแหล่งน้ำ ทำให้อ้อยแห้งตายเป็นจำนวนมาก ต่อมามันสำปะหลังมีราคาดีจึงตัดสินใจตัดอ้อยทิ้ง แล้วหันมาปลูกมันสำปะหลังแทน แต่เมื่อถึงเวลาเก็บ ราคามันสำปะหลังตกต่ำ จึงตัดสินใจไม่ขุด รอราคาดี ทิ้งไว้ข้ามปีจึงขุดมันสำปะหลังจำหน่าย จึงกลับมาคิดทบทวนพบว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวต้องใช้ปุ๋ยเคมีที่ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคงจะไม่เป็นผลดี จึงตัดสินใจขายที่ดินใช้หนี้ และเริ่มต้นยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตและทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด จากช่วงแรกทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่ ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 14 ไร่ รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร คุณทิวาพร ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินในตำบลท
