ภาคี
สกสว.พร้อมภาคีร่วมระดมสมองกำหนดกรอบวิจัยและนวัตกรรมสมุนไพร ซึ่งเป็นแผนงานในปี 2565 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติ ก่อนนำเสนออนุกรรมการฯ และคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ เพื่อจัดสัดส่วนงบวิจัยให้เกิดการต่อจิ๊กซอว์ตามเป้าหมาย 3 ธันวาคม 2563 รศ.ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการร่วม คณะอนุกรรมการวิจัยและนวัตกรรมสมุนไพร เป็นประธานการประชุมหารือกรอบแผนวิจัยแผนสมุนไพรชาติ ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม สกสว. เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพรของประเทศไทยมีความครบถ้วน ครอบคลุมประเด็นสำคัญทุกมิติตามแผนงานโครงการสำคัญที่กำหนดในแผนงานวิจัยและนวัตกรรมสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยเพื่อเศรษฐกิจ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการเสนอต่อที่ประชุมอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปตามลำดับ ดร.ภก. มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการกองสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกลไกการขับเคลื่อนแผนงานด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชาติว่ามีเป้าหมายใ
ในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับไม้เศรษฐกิจ รวม 12 หน่วยงาน เปิดตัว “กลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจร” ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจร ให้เป็นเครื่องมือตัวใหม่ในการพัฒนาประเทศที่จะสร้างรายได้ปีละ 2-4 ล้านล้านบาท ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทำให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และนำไม้จากแหล่งที่จัดการอย่างยั่งยืนมาใช้ประโยชน์ ความต้องการไม้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเช่นนี้ไปอีกนาน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวลยิ่งเร่งอัตราความต้องการใช้ไม้ของโลกให้เร็วและมากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยปลูกต้นไม้ได้โตกว่าเขตอบอุ่น 5-7 เท่า และภาคเกษตรของไทยกำลังประสบปัญหาหลายด้าน การปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมงได้ชี้เเจงต่อประเด็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 เป็นกฎหมายสากลที่เกี่ยวข้องกับทะเลไว้หมด มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 320 ข้อ กับอีก 9 ผนวก โดยครอบคลุมเรื่อง ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เรือ การเดินเรือ และช่องแคบ รัฐหมู่เกาะ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไหล่ทวีป ทะเลหลวง การบริหารและอนุรักษ์สิ่งที่มีชีวิตในทะเลหลวง การแสวงประโยชน์ในพื้นที่ก้นทะเลระหว่างประเทศ การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในทะเล และการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศเกี่ยวกับทะเล เป็นต้น และการเข้าเป็นภาคีของรัฐจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติทั้งหมดโดยไม่มีข้อสงวน ซึ่งประเทศไทยได้มีการดำเนินการก่อนหน้าที่จะมีการให้สัตยาบันในหลายส่วน เช่น การประกาศทะเลอาณาเขตออกเป็น 12 ไมล์ทะเล การประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (ปี 2524) และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2554 โดยรัฐบาลต้องปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามอนุสัญญาดังกล่าวภายใต้อนุสัญญาฯ ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับสัญชาติของเรือที่รัฐต้องดำเนินการ ดังนี้ “รัฐจะกำหนดเงื่อนไขในการให้สัญชาติของตนแก่เรือ ในการจดทะเบียนเรือในอาณาเขตของตน และในก
