ภาษีน้ำ
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมแก้วกัลยา จังหวัดชัยภูมิ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 พร้อมคณะ อาทิ พล.ท. จเรศักณิ์ อานุภาพ พล.ท. ชัยยุทธ พร้อมสุข พล.อ.อ. ธงชัย แฉล้มเขตร นายพรศักดิ์ เจียรณัย นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ พร้อมผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง พบปะประชาชนในพื้นที่กว่า 500 คน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรคในด้านต่างๆ ทั้งส่วนราชการและในภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ตามโครงการสนช.พบประชาชน นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ชัยภูมิ ถือเป็นจังหวัดที่ 70 ที่สนช.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน ซึ่งสนช.เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแม่น้ำ 5 สาย เพื่อรับฟังปัญหานำไปสู่การแก้ไข ซึ่งหลายปัญหาก็ได้รับการแก้ไข บางปัญหาอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข หากประชาชนมีปัญหาก็เสนอแนะต่อสนช.ได้ ด้าน นางกาญจนารัตน์ ชี้แจงการทำงานของสนช.ว่า ขณะนี้สนช.ได้พิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปแล้วว 7 ฉบับ โดย 1 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณา คือ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเหลืออีก 2 ฉบับ ที่รอให้ กรธ.ส่งมา คือกฎหมายการเลือกตั้งส.ส.และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว
นับวันการหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมของประเทศหาได้ยากยิ่งขึ้นจากงบประมาณของรัฐที่มีจำกัดในการเวนคืนที่ดินและงบฯค่าก่อสร้างโครงการที่พุ่งขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีกฎหมายหลักในการบริหารจัดการน้ำดิบ คือ พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่เป็นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานของกรมชลประทาน ทั้งนี้ ในมาตรา 4 พ.ร.บ.การชลประทานหลวง ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2507 ได้มีการแก้ไขมาตรา 8 ของกฎหมายเดิม โดยให้รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ในอัตราไม่เกินไร่ละ 5 บาทต่อปี โดยออกกฎกระทรวง แต่ในความเป็นจริงไม่มีการออกกฎกระทรวงเก็บค่าชลประทานแต่อย่างใด แต่ล่าสุด เสียงคัดค้านจากเกษตรกรทั่วประเทศก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมเพรียงกัน เมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยกร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำขึ้นมา ด้วยวัตถุประสงค์ให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ปล่อยน้ำเสียน้อยที่สุด รวมทั้งปิดช่องโหว่การใช้น้ำฟรีและการลักลอบการใช้น้ำนอกเขตพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ ทำให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้ไม่ใช่เจ้าของต้นร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ต้องออกมาพูดว่า ไม่มีการเก็บ
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม จัดสรร และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีเนื้อที่ 119 ล้านไร่ จึงทำให้การใช้น้ำสาธารณะไม่มีการคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น นายวรศาสน์ กล่าวต่อว่า โดยมาตรา 39 มีการกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำประเภทที่ 1 ได้แก่ การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการใช้น้ำของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขออนุญาตและไม่เสียค่าใช้น้ำ การใช้น้ำประเภทที่ 2 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ การประปาสัมปทานการท่องเที่ยว และ การใช้น้ำประเภทที่ 3 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตใช้น้ำโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชา
ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับค่าใช้น้ำจากแหล่งน้ำในกิจกรรม 3 ประเภท ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคท่องเที่ยว อาทิ รีสอร์ต โรงแรม สนามกอล์ฟ และภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ถูกพิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ประเด็นสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้า สนช.เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลใช้บังคับ ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯจึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้ลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด กลุ่มกรรมการลุ่มน้ำ เกษตรกร ภาคประชาสังคม เบื้องต้นจำนวน 37 จังหวัดแล้ว พล.อ. อกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนข่าวออกมาว่
กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีการปูดข่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่รัฐบาลผลักดันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมเรียกเก็บภาษีน้ำ ทั้งจากแม่น้ำ ลำคลอง บึง แยกเป็นถ้าใช้การเกษตร-เลี้ยงสัตว์ เก็บไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ส่วนโรงแรม-ที่พัก-ร้านอาหาร เก็บ 1-3 บาทต่อ ลบ.ม. ธุรกิจสนามกอล์ฟ-ผลิตพลังงานไฟฟ้า เก็บไม่เกิน 3 บาทต่อ ลบ.ม. ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เก็บไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อ ลบ.ม. สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้าน กม.ฉบับนี้ดังมาทุกสารทิศ โดยเฉพาะเสียงของบรรดาเกษตรกรที่รับผลกระทบโดยตรง นางธัญชนก ศิลปผดุง เกษตรกรสวนส้มวัย 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/24 หมู่ 7 ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ทำสวนส้มอยู่ประมาณ 65 ไร่ การที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีน้ำจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนเพราะว่าในช่วงนี้พืชผลทางการเกษตรนั้นก็ตกต่ำอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ต้นทุนการผลิตก็สูงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง ตลอดจนค่าแรงงานหรือภัยธรรมชาติ ภาวะราคาผลผลิตไม่คงที่หรือค่าน้ำเชื้อเพลิงในการสูบน้ำเข้า-ออกสวน ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กลุ่มเกษตรกรอย่างแน่นอน ดังนั้นควรจะมีการยกเ
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายสมชัย สิบหย่อม อายุ 60 ปี อดีต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 16 ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ เขตอ.สามง่าม กล่าวว่า กรณีรัฐบาลจะบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ โดยมีผล เดือน ต.ค.-พ.ย.ที่จะถึงนี้ ในฐานะประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตอ.สามง่าม มองว่า รัฐบาลทำไม่ถูกอยากให้ ทบทวนเรื่องนี้เนื่องจากสร้างความเดือดร้อน ให้เกษตรกรชาวนา อีก ทั้งยัง เป็นการลิดรอนสิทธิ์ เกษตรกรชาวนา ทั้งที่ชาวนาทำนามาตั้งนานแล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดไหนไม่เคยทำมีแต่รัฐบาลชุดนี้ โดยการออกพ.ร.บ.นี้ เหมือนเป็นการข่มเหงเกษตรกรจริงๆ แล้วรัฐบาล ไม่มีเงินเก็บภาษีค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ประชาชนไม่ว่า แต่มาเก็บภาษีเกษตรกร ตนเชื่อว่าเกษตรกรทั้งประเทศรับกันไม่ได้ ในฐานะชาวนา อยากให้รัฐบาล ทบทวนพ.ร.บ.นี้ รัฐบาลรู้ไหมว่าแค่ราคาข้าวชาวนาจะอยู่กันไม่ได้ แล้ว นายสมชัย กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ ถูกกดราคาข้าวเหลือไร่ละ 4,000-5,000 กว่าบาท ค่าปุ๋ย ค่ายาก็ขึ้นราคา ยังต้องมาเสียภาษี ค่าน้ำอีก ชาวนาจะเหลือเงินเท่าไหร่ หรือรัฐบาลจะฆ่าเกษตรกรชาวนาทางอ้อมเพื่อไม่ให้ชาวนาอยู่ได้ ถ้าชาวนาอยู่ไม่ได้รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเองก
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากที่มีการเสนอข่าวว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เตรียมออกพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ..ซึ่งหากมีผลบังคับใช้ ผู้ที่ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ อาจต้องจ่ายค่าน้ำอัตราไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)นั้น ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสนช.จริง แต่เท่าที่ได้รับรายงาน กระบวนการพิจารณาดังกล่าวยังไม่มีการหยิบยกมาตราการเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรมาพูดคุยด้วยซ้ำ จึงเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไปว่าจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร และถึงอย่างไรรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแนวคิดจะเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร “ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำเข้าไปสนช.แล้วก็จริง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีการพูดถึง และพิจารณาเก็บค่าใช้น้ำกับเกษตรกร รวมทั้งจากการประชุมของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในทุกๆครั้ง ได้เน้นย้ำเสมอไม่ให้เพิ่มภาระให้กับเกษตรกรด้วยการเก็บค่าใช้น้ำ ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่
วันที่ 29 กันยายน นายเสมียน หงส์โต ประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลางเปิดเผยว่าขณะนี้แกนนำเครือข่ายชาวนาภาคกลางบางส่วนเริ่มเข้ามาพูดคุยเรื่องของการที่รัฐบาลจะมีการเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรชาวนาแล้วและเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชาวนารับไม่ได้เพราะเป็นการฆ่าชาวนาให้ตายแบบตรงๆไม่ได้ทางอ้อม 3 ปีที่ผ่านมาชาวนาก็ไม่รู้จะไปทางไหนถูกแล้ว ถามว่าถ้าจะเก็บค่าน้ำแล้วมีการบริการส่งน้ำให้ชาวนาจนถึงแปลงนาไหม ถ้าจะเก็บค่าน้ำต้องมีบริการที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นไปได้แต่ขณะนี้น้ำท่วมในแปลงนาหลายพันไร่ชาวนาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผู้บริหารจัดการน้ำได้ไหม “ผมว่ารัฐบาลนี้ไม่ช่วยชาวนาดันมาซ้ำเติมเสียอีกชาวนามีแต่ตายกับตายหรือเรียกให้สุภาพก็เสียชีวิตทั้งเป็นนั้นละถูกต้องที่สุดอย่างธุรกิจใหญ่ๆก็เก็บได้อย่างนั้นเห็นด้วยแต่ชาวนาที่เขาเรียกกันว่ากระดูกสันหลังของชาติผู้ผลิตข้าวกลับไม่ได้รับการเหลียวแลและยังถูกซ้ำเติมอีก ผมในฐานะประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลางพร้อมสมาชิกพูดคุยเรื่องนี้และถ้ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนคงต้องทำอะไรสักอย่างและเชื่อว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการโยนหินถามทางอย่างแน่นอนและเรื่องนี้ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและเร่งด่วนก่อน
