ภูมิปัญญาโบราณ
ปัจจุบันท่านผู้อ่านอาจไม่ได้ยินโรคหิดในชีวิตประจำวันมากเท่าไร เนื่องจากโดยรวม ประชาชนมีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้ก็ยังไม่ได้หมดไป การติดต่อเกิดจากการสัมผัสคนที่เป็นโรค มักพบได้บ่อยในบริเวณชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น เช่น ในเรือนจำ ชุมชนแออัด สถานรับเลี้ยงเด็ก อาการคันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน เกิดจากการที่ตัวหิดขุดเจาะผิวหนังชั้นบนสุดจนเป็นโพรง ส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (Immune system) ของร่างกายมีการหลั่งสารเคมี ทำให้เกิดอาการขึ้นมา ซึ่งมักพบตุ่มขึ้นที่ข้อมือ ง่ามนิ้วมือ ข้อศอก ท้อง เอว เมื่อให้การรักษา ควรรักษาผู้เป็นหิดพร้อมผู้ใกล้ชิดหรืออาศัยบ้านเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ รวมทั้งต้องกำจัดหิดในสภาพแวดล้อม เช่น เสื้อผ้า ผ้าปู และ ที่นอน ยาที่ใช้รักษามีทั้งแบบยากินและยาทาใช้ภายนอก โดยจะใช้เวลารักษาประมาณ 4 สัปดาห์ ปัจจุบันได้มีการวิจัยฤทธิ์ของว่านหางจระเข้ที่นำมาสกัดแล้วทำเป็นเจลทาภายนอก ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ทดสอบในผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นโรคหิด โดยให้ทาเจลว่านหางจระเข้ติดต่อกันนาน 3 วัน ตั้งแต่บริเวณลำคอลงมาถึงเท้า และทาซ้ำอีกครั้งใ
ไทยเราอยู่กับน้ำ กินกับน้ำมาแต่บรรพกาล การเดินทางในสมัยก่อน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาจนกระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เราใช้ทางน้ำเป็นหลัก เพราะแม่น้ำลำคลองเรามากมาย ทั้งคลองธรรมชาติ และคลองขุด สยามขุดขึ้นมาเพื่อการคมนาคม และเพื่อใช้เดินทางไปรบทัพจับศึก ตัวอย่าง เช่น คลองสำโรง เป็นคลองที่ขุดเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง ถือเป็นคลองสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดฉะเชิงเทรา เราใช้เป็นเส้นทางขนส่ง และใช้เป็นเส้นทางไปรบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กองทัพสยามใช้เส้นทางนี้ลัดไปลงแม่น้ำบางปะกงหลายครั้งหลายครา ส่วนคลองดำเนินสะดวก ก็ขุดเชื่อมแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน ในสมัยรัชกาลที่ 4 เอื้อผลประโยชน์ให้กับการเดินทางไปมาของชาวบ้าน ต่อมาใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก และเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืช ผัก ผลไม้ ที่ชาวบ้านมาอาศัยอยู่ริมคลอง แล้วยึดอาชีพทำสวน การข้ามไปมาระหว่างคลองเล็กๆ เราชาวบ้านใช้ เรือ แพ และสร้างสะพานข้ามคลองได้ง่าย แต่ถ้าเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ อย่างแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา สมัยก่อนสะพานข้ามแม่น้ำยังไม่มี ครั้
