มติชนเฮลท์แคร์
ชวนชิม “น้ำทุ่มเท” ช่วย “อึด ถึก ทน สู้แดด สู้งาน” ผลงาน รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในงานเฮลท์แคร์ 2019 ระหว่างนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ณ ฮอลล์ 5 อิมแพค เมืองทองธานี ในงาน “Healthcare เรียนรู้ สู้โรค 2019” กิจกรรมคนรักสุขภาพห้ามพลาด จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 27-30 มิถุนายน 2562 ที่ Hall 5 อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แจกพันธุ์สมุนไพรฟรี อีกทั้งซุ้มต่างๆ มากมาย อาทิ ซุ้มอาหารและเครื่องดื่ม ซุ้มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ เป็นต้น ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณธรียา แสงเพ็ชร เจ้าหน้าที่ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมุนไพรพื้นบ้าน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการรินน้ำทุ่มเท ให้กับผู้สนใจชิม จนแทบไม่มีเวลาพูดคุยด้วย น่าสนใจไม่น้อย น้ำทุ่มเท ทำมาจากต้นกระทุ่ม มีสรรพคุณโดดเด่นเห็นแล้วต้องอยากชิม “จุดเริ่มต้น จากตอนแรกที่เราทำเกี่ยวกับงานกัญชา เราต้องการที่จะหาน้ำที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกับกัญชา เราก็นึกถึงกระท่อม ที่คล้ายๆ กับกัญชา ทีนี้กระท่อมก็จัดเป็นกลุ่มสารเสพติดเหมือนกัน นำ
อีกไม่นาน “กัญชา” กำลังจะกลับมาเป็นฮีโร่ให้กับวงการแพทย์แผนไทย ทั้งที่ กัญชาก็เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ใช้ในครัวเรือนเป็นปกติในอดีตมาตลอด ไม่ได้มีบทบาทอะไรเด่นชัด ปัจจุบัน กัญชา จึงเป็นสิ่งใหม่ที่ทุกคนควรทำความเข้าใจถึงการใช้ประโยชน์ให้ถ่องแท้ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายถึงเส้นทางการใช้ประโยชน์กัญชา ในมุมของเภสัชกรที่คร่ำหวอดในวงการสมุนไพรไทย ว่า สมัยโบราณกัญชาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชุมชน ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนเป็นเรื่องปกติ นำส่วนต่างๆ ของกัญชา เช่น ใบ ดอก ราก เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร เพิ่มรสชาติ ปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร เรียกเป็นชื่อยาหมูพี แทนชื่อกัญชา ในภาคเหนือ และเรียกยาหมูอ้วน แทนชื่อกัญชา ในภาคกลาง แสดงให้เห็นว่ามีผลต่อผู้บริโภคทำให้อ้วนแบบแข็งแรง หรือ ไม่ป่วยง่าย “กัญชาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชุมชน แต่คนในอดีตจะทราบว่า ใช้มากน้อยแค่ไหน ถึงจะเกิดคุณเกิดโทษ ในตำรับยาพื้นบ้านก็มีส่วนประกอบของกัญชา แม้แต่ตำรับยาไทยก็มีชื่อปรากฎในตำรับยา ซึ่งมีการจารึกในแพทย์แผนไทย เมื่อนำไปใช้ในสัตว์ก็สามารถรักษาสัตว์ที่
ศ.พญ.ศรีวิชา ครุฑสูตร รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงโรคไข้เลือดออกเบื้องต้นว่า ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า (Dengue virus) เชื้อโรคนี้ปกติจะไม่ติดต่อจากคนไปสู่คนแต่จะติดต่อจากคนโดยมียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อ ไข้เลือดออกจะมีระยะฟักตัวอยู่ในตัวยุงประมาณ 5-8 วัน เมื่อยุงไปกัดคนก็จะถ่ายทอดเชื้อโรคนี้ให้กับผู้ที่ถูกกัดทำให้ผู้ที่ถูกยุงกัดเป็นไข้เลือดออก ถือเป็นการแพร่เชื้อได้รวดเร็วมาก ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือลดการแพร่กระจายของเชื้อให้ได้เร็วที่สุด โรคไข้เลือดออก พบมากในฤดูฝน ยุงเป็นเหมือนกันแทบทุกชนิดถ้าฝนตกหนักมีพายุลูกน้ำจะหายไปหมดทั้งลูกน้ำที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรียและโรคไข้เลือดออก แต่ถ้าฝนตกพรำๆ อากาศกำลังดีน่านอนลูกน้ำยุงลายจะเจริญเติบโตได้ดี ตอนนี้จะเป็นโอกาสแพร่เชื้อได้ง่ายมาก ยุงลายมักพบมากในแหล่งชุมชน อาศัยอยู่ในน้ำนิ่งๆ สะอาดๆ ทางกรมควบคุมโรคจึงพยายามชักชวนให้ประชาชนลดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย รณรงค์ให้คว่ำขันคว่ำภาชนะกันทุกสัปดาห์ เนื่องจากลูกน้ำยุงลายสามารถอยู่ได้นานเป็นปีโดยไม่ต้องมีน้ำ ทางที่ดีควรล้างภาชนะและเช็ดถูให้สะอาด ทั้งในแจกั
นายสุรพล พิยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เผยว่า เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 แห่ง จัดงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ”ขึ้นเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ เรียนรู้ สู้โรค2019” ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5 เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจป้องกัน ดูแลและรักษาสุขภาพกันมากขึ้น เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การจัดงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ” ในครั้งนี้จึงจัดพิเศษกว่าทุกปี บมจ.มติชน ร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดให้บริการรักษาฟรีครอบคลุมทุกโรค มากกว่า 30 รายการ รองรับการตรวจสุขภาพประชาชน 6,600 คน เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายสุรพล กล่าวถึงกิจกรรมไฮไลท์ ในงาน “เฮลท์แคร์ 2019 ” ครั้งนี้ ได้แก่ 1. “เรียนรู้ สู้โรคเขตร้อน ”กับ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเข้าร่วมงานเฮลท์แคร์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้โรคไข้เลือดออก นับเป็นหนึ่งในโรคเขตร้อนที่ยังไม่มียารักษาโรค ทำได้เพียงป้องกัน แต่การป้องกันยังทำได้ไม่ดีพอ จึงจัดโซนTropical Health Cen
มะเร็งเต้านม ถูกจัดเป็นหนึ่งในมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก ให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 พบผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมรายใหม่ทั่วโลกสูงกว่า 2,088,849 ล้านคน เสียชีวิตถึง 626,679 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มีหญิงไทยป่วยด้วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ เฉลี่ยปีละ 20,000 คน หรือประมาณ 55 คน ต่อวัน และเสียชีวิตกว่า 6,000 คน หรือกว่า 17 คน ต่อวัน สถานการณ์โรคมะเร็ง จึงกลายเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ด้วยเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว มูลนิธิกาญจนบารมี จึงจัดทำโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส ขึ้นในโอกาสมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปีพุทธศักราช 2555 เพื่อส่งเสริมการป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส รวมทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ดร.นพ. สมยศ ดีรัศมี ประธานมูลนิธิกาญจนบารมี เล่าว่า มูลนิธิกาญจนบารมี กำเนิดขึ้น
หน่วยทันตกรรมพระราชทานที่รักษาฟันฟรีให้แก่ประชาชน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ภายหลังจากที่ศาสตราจารย์พันโท สี สิริสิงห ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้ทำการรักษาพระทนต์ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งถามทันตแพทย์ประจำพระองค์ว่า “เวลาเรามีปัญหาเกี่ยวกับฟันก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา แล้วราษฎรที่อยู่ห่างไกลจะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือไม่” เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าในบางพื้นที่ไม่มีทันตแพทย์คอยดูแลรักษาสุขภาพฟันให้ประชาชน ทำให้ประชาชนมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากค่อนข้างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงพระราชทานคำแนะนำว่า “การจะให้ราษฎรที่ยากจนที่มีปัญหาเรื่องฟัน หยุดการทำนา ทำไร่ เดินทางไปหาหมอนั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงข้ามหากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง” ซึ่งพระราชดำรัสนี้ ได้กลายเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ที่ให้บริการทำฟันเคลื่อนที่แก่ประชานในพื้นที่ห่างไกล ผศ.ทพ.ดร.สุชิต พูลทอง คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลง
หากกล่าวถึงสมุนไพรบำรุงสมอง หนึ่งในนั้นที่จะต้องถูกหยิบยกมาคงหนีไม่พ้น “แปะก๊วย” สมุนไพรที่มีสรรพคุณโดดเด่น ดีต่อสุขภาพ และสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูที่หลากหลายทั้งคาวและหวานตามแต่จะรังสรรค์ แปะก๊วย หรือ กิงโกะ เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และถูกหยิบยกมาใช้เป็นยารักษาโรคมานานนับ 4,000 ปี ตามตำราแพทย์จีนจะนำใบแปะก๊วย มาสกัดเป็นยาใช้รักษาอาการหืด โรคปอด โรคหัวใจ ยับยั้งการเสื่อมของสมอง ส่วนเมล็ดแปะก๊วยก็นำมารับประทานเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร บำรุงสมอง และบำรุงร่างกาย ไม่เพียงคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น แต่เจ้าสมุนไพรโบราณชนิดนี้ มีคุณประโยชน์ที่หลากหลายชนิดที่คุณอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว แปะก๊วยอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านโรคและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่สมอง และแขน ขา จึงช่วยลดอาการชาปลายมือ ปลายเท้า หรือตะคริว ลดการวิงเวียน และหูอื้อ อันเนื่องมาจากปัญหาการไหลเวียนของเลือดได้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยต่อต้านสารเคมีที่จะเข้าสู่ร่างกาย บำรุงปอด แก้ไอ ขับเสมหะ ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อที่หลอดลม จึงช่วยป้องกันอาการหอบหืด เพิ่มส
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่อาคารมติชนอคาเดมี ได้มีการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมแสดงงานมหกรรมสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี “เฮลท์แคร์ 2017” ภายใต้ธีม “ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่าง วันที่ 1-4 มิถุนายน นี้ ณ เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคณะผู้ร่วมประชุมประกอบไปด้วยผู้แทนจาก 16 รพ.ชั้นนำ อาทิ รพ.รามาธิบดี, รพ.จุฬาภรณ์, รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน), รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น, ศูนย์ถันยรักษ์ รพ.ศิริราช, รพ.กรุงเทพคริสเตียน ฯลฯ มูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และผู้ประกอบการร้านอาหารชื่อดังในโซเชียล สินค้าคุณภาพ-ความงามอีกกว่า 200 ร้านค้า สำหรับงานเฮลท์แคร์ 2017 เป็นมหกรรมสุขภาพที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก รพ.ชั้นนำของเมืองไทย มาให้บริการตรวจสุขภาพฟรีอย่างต่อเนื่องจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 9 ความพิเศษของปีนี้คือมีห้องทันตกรรมเพื่อผู้สูงวัย โดยคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคลินิกพิเศษ บริการให้คำปรึกษา-ตรวจฟรีกับโปรแกรมเพื่อผู้สูงวัยโดยคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มีการจัดแสดงสวนสมุนไพร 10 ชนิด ที่ผู้สูงวัยควรปลูก นอกจากนี้ยังมีแพทย์มาขึ้นเวทีเสวน
