มลพิษสิ่งแวดล้อม
จากถุงพลาสติก Celine ราคา 1.8 หมื่นบาท ในมือชมพู่-อารยา สะท้อนกระแสโลกทางฝั่งตะวันตก ทั้งยุโรปและอเมริกาที่กำลังรณรงค์เรื่องการรียูสพลาสติก หรือไม่เช่นนั้นก็เลิกใช้ไปเลย เพราะในแต่ละปีมีการผลิตพลาสติกถึง 400 ล้านตัน แต่เราใช้จริงๆ แค่ 1% อย่างถุงพลาสติกที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ เราใช้แค่ 1 นาที ก็ทิ้งแล้ว แต่กว่าจะย่อยสลายใช้เวลานานถึง 400 ปี หนำซ้ำมีพลาสติกหลายชนิดที่ไม่สามารถย่อยสลายได้อีก รวมทั้งหลอดพลาสติก ที่มีอายุการใช้งานสั้นมากๆ ดูดแป๊บๆ ก็ทิ้งแล้ว อีกสิ่งที่เราควรใส่ใจคือ“เม็ดบีดส์” ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์สครับทั้งหลาย ไม่ว่าในสบู่ โฟมล้างหน้า ยาสีฟัน เพราะมันคือ “พลาสติก” ชนิดเดียวกับที่ใช้ในการผลิตถุงพลาสติกและขวดน้ำ ที่มีขนาดเล็กมากๆ เรียกว่า “ไมโครบีดส์” (Microbeads) ปัญหาคือ ด้วยขนาดที่เล็กมากหลังจากเราใช้งานแล้วมันจะถูกชะล้าง ลอดผ่านตัวกรองไหลลงแหล่งน้ำ ทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งดูดซับสารเคมีที่มีพิษต่างๆ โดยเฉพาะ PCBs (โพลีคลอริเนตไบฟีนิล) ที่ทนความร้อน สลายตัวยาก และสามารถเข้าสู่ร่างกายคนโดยการกิน เช่น เนื้อสัตว์ (ที่กินอาหารที่มี PCBs ปนเปื้อน) อย่าง ปลา หรือหอย ซึ่งสารเคมีเห
เมื่อพูดถึง ถุงพลาสติก คนจำนวนมากรู้ดีว่ามันเป็นวัสดุยากต่อการย่อยสลาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมตามมามากมาย เศษถุงพลาสติกที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่ หรือหลุดออกจากสถานที่ทิ้งขยะนั้นเป็นภัยต่อทั้งสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลที่อาจหลงคิดว่าเศษถุงพลาสติกเป็นอาหารแล้วเผลอกินเข้าไปจนเสียชีวิต ถุงพลาสติก โดยทั่วไปเป็นสารประเภทโพลีเอทิลีน (polyethylene) ที่ได้มาจากน้ำมันดิบนักวิทยาศาสตร์จึงทำการวิจัยเพื่อสร้างถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (PLA) ซึ่งโดยทั่วไปทำมาจากแป้งข้าวโพด จนได้วัสดุที่คุณสมบัติและหน้าตาคล้ายพลาสติก แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากพลาสติกที่ย่อยสลายได้นี้ปะปนเข้าไปกับพลาสติกโพลีเอทิลีนที่จะนำไปรีไซเคิล ตัวมันจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนที่ทำให้การรีไซเคิลยุ่งยากขึ้นไปอีก ปัญหาอีกอย่างของถุงพลาสติกคือ มันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นำมารีไซเคิลได้ยากลำบาก การแยกถุงพลาสติกออกจากขยะอื่นๆ เป็นงานยาก แยกออกมาแล้วยังต้องทำให้สะอาดก่อนรีไซเคิลอีกต่างหาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ถุงพลาสติกปริมาณมหาศาลถูกใช้แล้วทิ้งโดยไม่ถูกนำมารีไซเคิล ในประเทศสหรัฐอเมริกามีถุงพลาสติกเพียง 1% เท่
