มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
การเลี้ยงชันโรง หรือ “อุง” สร้างประโยชน์ต่อภาคการเกษตรกร และระบบนิเวศเนื่องชันโรงมักอยู่อาศัยในพื้นที่ธรรมชาติปลอดสารพิษ โดยทำหน้าที่ช่วยผสมเกสร เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับการฟื้นฟูป่าชายเลนแล้ว ยังช่วยลดปัญหาความยากจนในชุมชนได้อีกด้วย จังหวัดสงขลาจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ดำเนินโครงการ ‘สงขลาเมืองชันโรง’ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม ปัจจุบันมีกลุ่มเพาะเลี้ยงชันโรงในจังหวัดสงขลา จำนวน 40 วิสาหกิจชุมชน ครอบคลุมทั้ง 16 อำเกอ มีสมาชิกกว่า 1,000 คน และมีรังชันโรงมากกว่า 24,000 กล่อง สร้างผลผลิตน้ำผึ้งชันโรงกว่า 8 ตันต่อปี รวมทั้งส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบเครื่องสำอาง อาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุภาพ รวมทั้งยกระดับเป็นสินค้า พรีเมียร์ รองรับการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และจีน สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากกว่า 15 ล้านบาทต่อปี ม.หาดใหญ่ พัฒนากล่องเลี้ยงชันโรง ลดปัญหาการเก็บน้ำผึ้งและศัตรูชันโรง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้
วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2565) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชน อำเภอรัตภูมิ และอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ดูความสำเร็จโครงการวิจัย “การพัฒนาชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงสู่การเป็นชุมชนนวัตกรรมอย่างยั่งยืนจังหวัดสงขลา” เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรง การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การตลาด ตลอดจนผลักดันจากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก สร้างรายได้มั่นคง ผศ.ดร.ปกรณ์ ลิ้มโยธิน คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการแผนโครงการฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงผึ้งชันโรงอยู่แล้ว ผนวกกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนในพื้นที่ต่างๆ จากการทำงานวิจัย จึงได้นำองค์ความรู้ที่เรามีมาถ่ายทอดแก่เกษตรกร ตั้งแต่การเริ่มต้นเลี้ยง การเก็บผลผลิต การสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างอาชีพและรายได้ พร้อมผลักดันให้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองแห่งชันโรง โดยพยายามจะลดความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและสังคมชนบทให้ได้ ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก ผู้ช่วยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการย่อย เล่าว่า จากความสำเร็จ ภายใต้โครงการกา
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ดูผลสำเร็จโครงการ “การจัดการความรู้ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติในการฟื้นฟูการปลูกป่าชายเลนในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแบบประชารัฐ” ของนักวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ช่วยชุมชนดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ โดยพึ่งพิงธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก ผู้ช่วยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ในฐานะหัวหน้าโครงการ เล่าว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีขนาดครอบคลุมพื้นที่กว่า 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 8,729 ตารางกิโลเมตร โดยแบ่งเป็นทะเลสาบ พื้นที่ 1,042 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีระบบนิเวศลักษณะเฉพาะตัวแบบ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่เนื่องจากการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกในปัจจุบัน ทะเลสาบสงขลาจึงถูกคุกคามอย่างรุนแรง มีการใช้ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืน นักวิ
วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ส่งมอบแพลตฟอร์มการจัดการโลจิสติกส์ท่องเที่ยว “มาตะ เมืองลุง” ผลงานจากการจัดการความรู้การจัดการโลจิสติกส์ท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุงเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แก่นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ZOOM Cloud Meeting ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้วางเป้าหมายการวิจัยและพัฒนา ให้ตอบโจทย์ตามแผนพัฒนาประเทศที่ตอบโจทย์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจ วช. ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจได้เดินหน้า ไปสู่ “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยมีหลักคิด คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า ไปสู่ “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และ เปลี่ยนจากภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มการจัดการโลจิสตกิส์ท่องเที่ยว “มาตะ เมืองลุง” เป็นผลงานของโครงการเรื่อง “การจัดการความรู้การจัดการโลจิสต
