มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
วช. ให้ทุนทีมเศรษฐศาสตร์ มช. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พบกลุ่มผลิตปศุสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์ มีโอกาสรอดสูงกว่ากลุ่มบริการ นอกจากนี้ ยังต้องมีความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าและการให้บริการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ และทำวิจัยร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐและสถาบันการศึกษา ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการทุกกลุ่มสาขาอาชีพ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ที่รายได้ลดลงไปจนทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ วช.จึงให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรมประจำปีงบประมาณ 2564 ในโครงการ “วิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอดและแนวทางการปรับตัวของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19” ซึ่งมี รศ.ดร.ภารวี มณีจักร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย
หอมแดง เป็นทั้งพืชสมุนไพร ที่ให้ผลผลิตทั้งการใช้ดอกในลักษณะพืชผัก และใช้หัวสดสำหรับปรุงอาหาร หอมแดง มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เช่น ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดหลัง ปวดเอว ปวดประจำเดือน แก้หวัด คัดจมูก ขยายหลอดลม ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดสามารถหายใจได้สะดวกขึ้น ปัจจุบัน ได้มีการนำหอมแดงไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ มากมาย ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหอมแดงประมาณ 4 หมื่นไร่ สามารถปลูกหอมแดงได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชน้ำน้อย ระยะปลูกสั้นแค่ 75 วัน จึงเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการทำนาปรัง การเพาะปลูกหอมแดงในประเทศไทย ส่วนใหญ่นิยมเพาะปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งเกษตรกรสามารถเพาะปลูกหอมแดงได้มากถึง 3 ครั้ง ต่อปี ในช่วงฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่จะมีเพียงช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ที่เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวดอกหอมแดงไปจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มจากการขายหัวหอมแดงปกติ เนื่องจากหอมแดงจำเป็นต้องได้รับความเย็นที่เพียงพอ จึงจะสามารถแทงช่อดอกได้ และสามารถออกดอกช่วงระยะแตกกอ หรือประมาณ 45 วัน หลังการปลูก นวัตกรรมการผลิ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุดมการศึกษาฯ (อว.) ซึ่งมีบทบาทด้านการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากประสบการณ์และภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งเป็นฐานรากที่มั่นคงในการเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จึงให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยจากภูมิปัญญาไทยมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รื้อฟื้นการผลิตกระจกเกรียบและกระจกจืนแบบโบราณ เพื่องานบูรณะและอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุของไทย สนองพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “งานหุงกระจกเกรียบ” ศิลปะงานช่างสิบหมู่โบราณ “กระจกเกรียบ” ถือเป็นกระจกโบราณ เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของงานช่างสิบหมู่โบราณในงานประดับกระจกสี งานประดับกระจกมีความเจริญรุ่งเรืองนับตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 3 ซึ่งพระองค์ท่านทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ปรับปรุงฝาผนังด้านนอกจากที่เคยเป็นลายทองรดน้ำพื้นสีแดง เปลี่ยนเป็นลายปั้นปิดทองประดับกระจก ด้วยลวดลายอันละเอียดสวยงามแล้ว นอกจากนี้ ยังนิยมใช้กระจกเกรียบประดับตกแ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network: RUN) โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จัดงาน “ปฏิบัติการวันฟ้าใสไร้ฝุ่นควัน” “Northern Haze Free Day in Action” ภายใต้แผนงานวิจัยท้าทายไทย: ประเทศไทยไร้หมอกควัน ระยะที่ 3 วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2563 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network: RUN) โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จัดงาน “ปฏิบัติการวันฟ้าใสไร้ฝุ่นควัน” “Northern Haze Free Day in Action” ภายใต้แผนงานวิจัยท้าทายไทย: ประเทศไทยไร้หมอกควัน ระยะที่ 3 ณ NSP Exhibition Hall อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เฝ้าระวังคุณภาพอากาศ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ด้วยนวัตกรรมงานวิจัย โดยติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ระบบเซ็นเซอร์ DustBoy ในหน่วยงานด้านความมั่นคงในระดับภาคและระดับจังหวัด เพื่อร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” โดย กอ.รมน. วช. และ มช. จัดพิธีมอบเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (DustBoy) พร้อมบรรยายการติดตั้งและใช้งานเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (DustBoy) ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงพิเศษ ประจำปีงบประมาณ 2563 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ จังหวัดนนทบุรี ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เข้าร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงพิเศษ ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมี พลโทเรืองสิทธิ์ มิต
รศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า มช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนงบประมาณ 28 ล้านบาท สร้างห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มช. รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าวอีกว่า มช.มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งในการวิจัยและพัฒนาให้เกิดการต่อยอด ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิต และเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ซึ่งสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0 โดยโครงการวิจัยนี้กำหนดให้พัฒนา 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้มีศักยภาพรับรองการแข่งขันในอนาคต ด้านอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจร ทำให้นักวิจัยในประเทศไทยรวมทั้งผู้ประกอบการด้านวัสดุทางการแพทย์สามารถซื้อเม็ดพลาสติกได้กิโลกรัมละประมาณ 80,000-90,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อจากต่างประเทศที่สูงถึงกิโลกรัมละ 150,000-200,000 บาท ศ.นพ.สิริฤ
รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เผยว่า จากที่คณะเกษตรศาสตร์ มช. ได้จัดงานเกษตรภาคเหนือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ และกลุ่มเกษตรกรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยมีแนวปฏิบัติจะจัดงานขึ้นทุก 2 ปี เพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ศาสตร์แห่งพระราชา” ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของประเทศ อย่างต่อเนื่อง เผยแพร่ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เกษตร การผลิตด้านการเกษตร การพัฒนาเกษตรที่สูง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว ธุรกิจเกษตรและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กับนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเพื่อสนับสนุนนโยบายของคณะเกษตรศาสตร์ที่มุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ต อะกรีคัลเจอร์ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ประกอบกับในปี พ.ศ. 2560 คณะเกษตรศาสตร์ครบ 50 ปีการก่อตั้ง จึงจัดงานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 8 “เกษตรทันสมัย เศรษฐกิจก้าวไกล ใส่ใจชุมชน” ขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรม อาทิ การเสวนาในหัวข้อต
รศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า มช. เน้นใช้ความเป็นเลิศทางวิชาการและจุดแข็งด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์ของประเทศในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 เชิงรุกนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 เชิงรุก นวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพและผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 3 เชิงรุก นวัตกรรมล้านนาสร้างสรรค์ และยุทธศาสตร์ที่ 4 ตามพันธกิจ วิจัยที่เป็นเลิศและสร้างนวัตกรรม รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานมีเป้าหมายสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานไปใช้ประโยชน์ในเชิงประจักษ์ รวมถึงสร้างวัฒนธรรม พัฒนาสมรรถนะด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนให้แก่สังคมภายใน คือนักศึกษาและบุคลากร และสังคมภายนอก ส่วนยุทธศาสตร์นวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพและผู้สูงอายุ มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านอาหาร สุขภาพและ
