มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)
หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูงที่มีผู้อยู่อาศัยและทำงานจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดการอบรมหัวข้อ “กรณีศึกษาจากการตรวจอาคารจากแผ่นดินไหว, ข้อกฎหมาย และแนวทางการตรวจสอบ” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเบื้องต้นหลังเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงการใช้คู่มือการสำรวจความเสียหายที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จัดทำขึ้นในปี 2560 รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมด้านแผ่นดินไหว อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า อาคารที่ก่อสร้างตามมาตรฐานในปัจจุบัน มีการออกแบบ ก่อสร้าง และใช้งานที่ถูกประเภท ยังคงมีความปลอดภัยเพียงพอในสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น “หากเป็นอาคารที่ออกแบบและก่อสร้างอาคารตามมาตรฐานปัจจุบัน ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ไ
เกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง (คบ.ท่อทองแดง) เนื้อที่กว่า 550,688 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 6 อําเภอ ได้แก่ อําเภอไทรงาม อําเภอพรานกระต่าย อําเภอเมือง อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร และอําเภอคีรีมาศ อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ต่างมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง หลังใช้แพลตฟอร์มระบบปฎิบัติการส่งน้ำอัจฉริยะที่มีการจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการของพืช ลดการสูญเสียน้ำชลประทานได้ร้อยละ 15 ต่อฤดูกาล นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลงานของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ. ) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย มจพ. ร่วมมือกับกรมชลประทาน นำเทคโนโลยี IoT เช่น เครื่องมือควบคุมสั่งการอาคารส่งน้ำ เครื่องมือติดตามสภาพน้ำในคลองส่งน้ำ เครื่องมือติดตามความชื้นชลประทานของดินในแปลงเกษตรกรรม รวมทั้งใช้ AI Software ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบปฎิบัติการส่งน้ำในการจัดสรรน้ำที่เหมาะสมกับช่วงเวลาความต้องการน้ำของพืชและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ แบบ Real Time ที่ นำไปสู่การวางแผนการจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกษตรกรได้เรียนรู
นักวิจัย มจธ. ระบุ อุตสาหกรรมไทยเตรียมรับผลกระทบ หลัง พ.ร.บ.Climate Change เริ่มบังคับใช้ จากงานวิจัยพบมีเพียงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่มพลังงาน และสถาบันการเงิน ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน Climate Change ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม ยังไม่เห็นความสำคัญ เพราะมองว่าเป็นเรื่องการลงทุนและภาระที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำ ธุรกิจใดไม่เร่งปรับตัวในการจัดการความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต ผศ.ดร.ปฏิภาณ แซ่หลิ่ม รองคณบดีฝ่ายแผนและประกันคุณภาพ และอาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องเร่งด่วนระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองได้เข้าร่วมข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยมีเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ความท้าทายคือ อุตสาหกรรมไทยจะสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas-GHG) ให้อยู่ใน
ในโลกปัจจุบันปัญหาขยะชีวมวลกำลังกลายเป็นวิกฤตสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ชีวมวลจากชานอ้อย ฟางข้าว ปาล์มน้ำมัน และเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมหาศาลถูกเผาทำลายหรือทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของโครงการ การพัฒนากระบวนการบำบัดชีวมวล เพื่อแยกส่วนและตกตะกอนลิกนินบริสุทธิ์ เป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่าง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.ชญานนท์ โชติรสสุคนธ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่และชีวภาพ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) “ชีวมวลไม่ใช่ของเสีย แต่คือทรัพยากรสำคัญที่สามารถแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราต้องการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าว ปัจจุบันชีวมวลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การแปรรูปเป็นพลังงาน หรือการสกัดองค์ประกอบสำคัญอย่า
เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ 30 ปี แห่งการก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ในการนี้ ฟีโบ้จึงได้จัดกิจกรรมพิเศษภายใต้หัวข้อ “30 ปี ฟีโบ้: Robotics for Sustainable Future” เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านวิทยาการหุ่นยนต์และนวัตกรรมที่น่าสนใจ และกำลังเป็นกระแส รวมถึงการจัดแสดงผลงานตัวอย่างหุ่นยนต์ล้ำสมัย และนิทรรศการในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ จัดขึ้น ณ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) เมื่อวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2568 ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2538 ฟีโบ้ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาหุ่นยนต์ภาคสนาม โดย ดร.ชิต เหล่าวัฒนา มีพันธกิจด้านการพัฒนางานวิจัย และบริการวิชาการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้ยกวิทยฐานะเป็น “สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม” โดยเริ่มแรกเป็นการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นที่แรกของไทย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2552 จึงได้เปิดรับนักศึก
2 ถึง 3 ชั่วโมง คือ ช่วงเวลาทองที่ปูทะเลหลังลอกคราบจะต้องถูกนำขึ้นจากบ่อ เพื่อไปทำเป็น “ปูนิ่ม” เพราะหากช้ากว่านี้ปูตัวนั้นก็จะดึงแร่ธาตุในน้ำเค็มมาสร้างกระดองแข็ง ทำให้เป็นภาระที่ต้องเลี้ยงรอการลอกคราบครั้งต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 1 เดือน ที่สำคัญการใช้คนทำหน้าที่ส่องดูปูในตะกร้าทีละใบและทำอย่างต่อเนื่องนั้น นอกจากจะต้องใช้คนงานบ่อละหลายคนแล้ว จะมีโอกาสผิดพลาดหรือไม่เจอปูลอกคราบได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเป็นฟาร์มปูทะเลขนาด 500,000 ตัว จะเป็นเงินที่ถูกปล่อยคืนบ่อไปเฉยๆ เดือนละ 864,000 บาท” น้องบีมจากทีม “ปูนิ่มจิ้มซีฟู้ดส์”กล่าวถึงที่มาของแนวคิดการพัฒนา “ระบบตรวจจับและเก็บเกี่ยวปูนิ่มในการเลี้ยงระบบปิดแบบธรรมชาติ (System for Detecting and Harvesting Soft-shell Crabs in Closed Natural Farming Systems)” ที่คว้ารางวัล Ford Popular Vote สุดยอดนวัตกร จาก Ford Innovator Scholarship 2024 ซึ่งเป็นการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง Ford Innovator Scholarship 2024 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทีม “ปูนิ่มจิ้มซีฟู้ดส์” ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน คือ นางสาวบุณยาพร ปรีชาศุทธิ์ (น้องบีม), นางสาววรกาญจน์ ลาสุดี (น
“คาเฟอีน” เป็นสารในกาแฟที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง แต่ทราบหรือไม่ว่าคาเฟอีนมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำได้ เช่น สัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งน้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิตกาแฟทั้งในโรงงานและตามร้านกาแฟ ก็ล้วนมีสารชนิดนี้เจือปนอยู่ หากน้ำถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีการบำบัดเพื่อลดปริมาณสารคาเฟอีน ตัวอ่อนของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ทั้งปลา กุ้ง ปู รวมถึงสัตว์น้ำขนาดเล็ก อาจได้รับผลกระทบจากสารคาเฟอีนในระยะยาวได้ จึงเป็นที่มาของการนำ “กระบวนการเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง” (Photocatalysis) มาช่วยลดปริมาณคาเฟอีนในน้ำจากโรงงานแปรรูปกาแฟหรือร้านกาแฟ ผลงานวิจัยการอัพไซเคิลกากกาแฟให้เป็นหมุดควอนตัมคาร์บอนเรืองแสงเพื่อบำบัดน้ำเสียกากกาแฟด้วยกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ของ รศ.ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ดร.รัตนา ม่วงโมรา โดยทีมผู้วิจัยได้ให้ข้อมูลว่าก
“ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มมีการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ผนวกกับศาสตร์ด้านวิศวกรรม เพื่อประดิษฐ์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน คือมุมมองที่ผมคิดว่าเป็นการเรียนวิศวกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล ที่เราอยากเปลี่ยน mindset ของเด็กที่มักคิดว่า วิศวกรรมเรียนแล้วไปทำอะไร เรียนไปทำไมยากๆ เรียนไปไม่ได้ใช้ประโยชน์ จนกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจคนเรียนวิศวะ” “ออสซีโอแล็บส์” จัดตั้งขึ้น ณ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นบริษัท Spin-off ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเกิดจากแนวคิดของ ผศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มองเห็นโอกาสในการนำศาสตร์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเทคโนโลยีหลักที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรูพรุนพิเศษแบบ Triply Periodic Minimal Surface (TPMS) ในการออกแบบอุปกรณ์การแพทย์หรือวัสดุปลูกถ่ายประเภทโลหะที่น้ำหนักเบา ความแข็งแรงสูง และมีลักษณะภายในที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของกระดูก โดยโครงสร้าง TPMS เป็นโครงสร้างรูพรุ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนา “เครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย” ที่ออกแบบมาเพื่อลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการคุ้มครองด้วยอนุสิทธิบัตรเลขที่ 22995 ผลงานชิ้นนี้เป็นการร่วมมือระหว่าง ดร.ปราการเกียรติ ยังคง และ ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง อาจารย์จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. ปัญหาที่พบในโรงพยาบาลทั่วประเทศคือการรอรับยานานและข้อผิดพลาดในการจ่ายยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ช่วงการระบาดของโควิด-19 หรือช่วงเช้าของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า “การจ่ายยาในช่วงที่ผู้ป่วยหนาแน่นทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาด การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้” นอกจากนี้ การจัดการบรรจุภัณฑ์ยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขวดยา ยาเม็ด หรือบรรจุภัณฑ์ฟลอยด์ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในกระบวนการจ่ายยา ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติขึ้น โดยได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำของไทย เช่น โรงพยาบาลจุ
หนึ่งในสิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของรถยนต์ EV ก็คือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ที่จะทำหน้าที่อัดประจุไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ในรถยนต์ EV ซึ่งในอนาคตหากจำนวนรถ EV เพิ่มมากขึ้น ความต้องการติดตั้ง EV Charger ในที่พักอาศัยและอาคารก็จะมีมากขึ้น ทั้งเพื่อใช้กับรถยนต์ EV คันใหม่ หรือทดแทน EV Charger เครื่องเก่าที่ชำรุดเสียหาย แต่ EV Charger ที่ค่ายรถนำมาติดตั้งให้กับผู้ซื้อรถ รวมถึงที่จำหน่ายในร้านค้าและออนไลน์ ล้วนเป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็ยากที่จะทราบว่า EV Charger เครื่องนั้นมีมาตรฐานและความปลอดภัยในการใช้งานมากน้อยเพียงใด เพราะประเทศไทยยังไม่มีการออกมาตรฐานตัว EV Charger ติดบ้าน หนึ่งในก้าวเล็กๆ ของแนวทางนี้ก็คือ ตู้ EV Charger ผลงานของ 3 นักศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วย นางสาวพลอยพรรณ สุขประเสริฐ (น้องเนย), นายสิทธิเดช สุนันทโชติหิรัญ (น้องที) และ นางสาวอิสระยา แก่นแก้ว (น้องแอล) ภายใต้โปรเจกต์ปี 4 ในหัวข้อ “การออกแบบและสร้างเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า” นายสิทธิเดช หรือน้องที กล่าวถึงที่มาข
