ยาสูบ
เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่ นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ
จังหวัดเพชรบูรณ์ นับเป็นแหล่งปลูกยาสูบแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.หล่มสัก ยาสูบเป็นพืชสร้างอาชีพ สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรที่นี่มายาวนานมากกว่า 40 ปี นับตั้งแต่โรงงานยาสูบ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการยาสูบแห่งประเทศไทย) เข้ามาส่งเสริมปลูก การปลูกยาสูบ อาชีพยาสูบมีการพัฒนาและเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนก่อตั้งสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 850 คน พื้นที่ปลูกเกือบ 3,000 ไร่ นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เล่าว่า ชาวบ้านที่นี่ทำนาเป็นอาชีพหลัก หลังฤดูทำนาก็จะปลูกยาสูบเป็นพืชหลังนา แต่รายได้จากยาสูบสูงกว่าทำนาหลายเท่าตัว โดยฤดูกาลปลูกยาสูบจะเริ่มในช่วงปลายเดือน พ.ย.-ธ.ค. ที่นี่จะปลูกยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์เป็นหลัก โดยในแต่ละปีเกษตรกรจะไปขอโควตาเพื่อกำหนดพื้นที่และปริมาณการปลูก พื้นที่ปลูกยาสูบแต่ละปีประมาณ 2,000-3,000 ไร่ แต่ละรายจะปลูกกันตั้งแต่ 3 ไร่ 5 ไร่ ไปจนถึง 10 ไร่ ยาสูบเป็นพืชที่มีตลาดรองรับและมีการประกันราคารับซื้อที่แน่นอนจา
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บ้านนา อ. ศรีสำโรง จ. สุโขทัยว่าเกิดพายุลมแรงและฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 3 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.บ้านนา ต.วังทอง ต.วังใหญ่ ต.ทับผึ้ง ทำให้ไร่ยาสูบซึ่งอยู่ในช่วงพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเสียหาย ขณะที่ใบยาที่ตากไว้ในโรงบ่มเพื่อรอขายและโรงบ่มสำหรับตากใบยาก็ได้รับความเสียหายโดยเฉพาะ ต.บ้านนา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่าหลายสิบล้านบาท นางสาวสุนิสา แก้วสุข ผู้ประสานงานสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. สุโขทัย กล่าวว่า “ยาสูบเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน เกษตรกรต้องใส่ใจในการให้น้ำในปริมาณที่พอดี แต่พอมาเจอกับพายุฝนกระหน่ำ น้ำท่วมไร่ยาสูบแบบนี้ เกษตรกรที่ปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ ในพื้นที่ตำบลต่างๆ ของ อ.ศรีสำโรงก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะพายุฤดูร้อนทำให้บ้านเรือนพังเสียหายกว่า 5 ร้อยครอบครัว ที่แย่กว่านั้นคือต้นยาสูบกว่า 7 พันไร่ที่กำลังเตรียมเก็บเกี่ยวจมน้ำตาย บางส่วนที่ยังพอรักษาไว้ได้ ชาวไร่ก็ต้องรีบสูบน้ำออก ขณะที่ผลผลิตอีกบางส่วนที่เก็บเกี่ยวแล้วและนำไปตากแห้งในโรงบ่มเพื่อเตรียมขายให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย ก็ได้รับความเสียหาย คิดเป็นม
ในบรรดาพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรของอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีหลายชนิด อาจเป็นเพราะความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ รวมไปถึงอากาศ ทำให้ผลผลิตหลายอย่างมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จนสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรสมบูรณ์ทุกคน บ้านร่องแสนคำ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ถือเป็นหมู่บ้านหนึ่งและอาจเป็นเพียงหมู่บ้านเดียวที่ประสบความสำเร็จในด้านการปลูกยาสูบ ที่น่าสนใจเพราะเป็นพืชอีกชนิดที่สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับชาวบ้าน จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์ระบุว่า มีเกษตรกรที่ปลูกยาสูบทั้งหมด จำนวน 341 ราย มีพื้นที่ปลูกยาสูบทั้งหมด จำนวน 1,175 ไร่ ตัวเลขดังกล่าวแม้จะดูน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดของอำเภอ แต่หากดูตัวเลขที่เป็นมูลค่ารายได้แล้วถือว่าไม่น้อยเลย ที่สำคัญยังสร้างรายได้อย่างมากให้กับเกษตรกรที่ปลูกยาสูบ และอาจจะมากกว่าพืชหลักเสียด้วยซ้ำ คุณประกาย ดาวศรี เกษตรกรที่ปลูกยาสูบของบ้านร่องแสนคำ แล้วเธอยังมีบทบาทในการทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านดูแลทุกข์สุขและความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบู
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ โดยสาระสำคัญส่วนหนึ่งได้กำหนดรายได้เพิ่มเติมให้กองทุนผู้สูงอายุ ที่มีการดำเนินการอยู่แล้วเพิ่มเติม โดยให้ได้รับเงิน 2% ของภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ต่อปี เงินที่เก็บเพิ่มจากภาษีบาป ไม่มีผลต่อราคาสินค้า เนื่องจากการเก็บเพิ่ม 2% จากเนื้อภาษีที่เสียอยู่ปัจจุบัน เช่น สินค้าบาปราคา 100 บาท เสียภาษีสรรพสามิต 10% หรือ 10 บาท ซึ่งการเก็บเพิ่มอีก 2% เป็นการเก็บเพิ่มจาก 10 บาท ที่เป็นภาษี ไม่ใช่ 100 บาท ที่เป็นราคาสินค้า ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายสุรายาสูบไม่ควรฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าสูงเกินไป เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถือว่าน้อยมาก นอกจากนี้ การเก็บภาษีดังกล่าวยังไม่มีผลทันที เพราะต้องรอให้ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผลบังคับใช้ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมาย และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
ในยุคที่ประเทศต้องการก้าวเข้าสู่ “Thailand 4.0” ภาคการเกษตรไทยเองก็ต้องตื่นตัวรับกระแสที่จะสร้างโอกาสการพัฒนาให้สอดคล้องกับเกษตรระดับโลกตามยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้วางไว้ ถือเป็นการพลิกแนวคิดเกษตรโดยเน้นการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม ประเด็นหนึ่งที่ภาคการเกษตรต้องเร่งหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คือ การกำจัดทำลายบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรใช้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องในการทำลายบรรจุภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งสารปนเปื้อนที่เหลือตกค้างอยู่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเกษตรกรและสัตว์เลี้ยงได้ ชาวไร่กว่า 40,000 คน ทำไร่ยาสูบรวมกันกว่า 132,000 ไร่ มีผลผลิตใบยาสูบ 40,900 ล้านกิโลกรัม โดยประมาณ 18,200 ล้านกิโลกรัม หรือ 44% ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ การใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อควบคุมแมลงและโรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับผลผลิตบางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จึงได้ร่วมกับบริษัทรับซื้อและส่งออก
วันที่ 16 มีนาคม 2560 นางถิน ชัยยะ เกษตรกรบ้านคำผาสุก ตำบลเรณูนคร อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนเองมีที่นาอยู่ประมาณ 2 ไร่ และจะทำนาข้าวสลับกับการปลูกใบยาเตอร์กิช เพื่อส่งขายให้โรงงานยาสูบ โดยที่เลือกปลูกใบยาเตอร์กิช เพราะไม่ต้องใช้น้ำมากมายอะไร เหมาะกับสภาพพื้นที่นาของตนเองที่เป็นแบบดินทรายร่วน ที่สำคัญเมื่อนำไปจำหน่ายแล้วได้ราคาดีกว่าสายพันธ์อื่นๆ อีกด้วย โดยในปี2559 ที่ผ่านมา ตนเองลงทุนไป 4,000 บาท สำหรับค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันรถไถ และค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ แต่เมื่อเก็บผลผลิตไปจำหน่ายแล้วตนเองสามารถขายได้ถึง 40,000 กว่าบาทเลยทีเดียว และปีนี้ก็คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมเพราะราคาสูงขึ้นจากเดิมอีกกิโลกรัมละ 2.5 บาท โดยขั้นตอนการบ่มก็จะเริ่มจากการตากในร่ม 2-3 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปบ่มแดด อีก 7-10 วัน จนใบกลายเป็นสีเหลืองที่สำคัญคือบ่มได้เฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น ส่วนกลางคืนต้องคลุมด้วยพสาสติกเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำค้าง จากนั้นก็นำไปแขวนผึ่งในร่มอีก 10 -15 วัน เพื่อให้ใบยาอ่อนตัว และเมื่อบ่มจนได้ที่แล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 10 – 15 วัน เพื่อให้คุณภาพสีใบยาดีขึ้น จึ
เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เกษตรกรที่จังหวัดหนองคายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เร่งเก็บใบยาสูบที่ปลูกไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำไปบ่มและซอยตากแดด บรรจุใส่ถุงเตรียมไว้ให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อ ซึ่งการปลูกใบยาสูบเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรชาวหนองคาย ที่สร้างรายได้งามให้กับเกษตรกร นายบัวลี ไครสี เกษตรกรชาวบ้านสะเงียว ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคาย กล่าวว่า ปลูกใบยาสูบมากว่า 25 ปี บนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง 4 ไร่ ลงทุนปลูกไร่ละ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยบำรุงเท่านั้น โดยใบยาสูบจะปลูกได้เฉพาะช่วงหน้าหนาวต่อหน้าแล้งเท่านั้น ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มลงมือปลูกใบยาสูบช่วงเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวได้ช่วงมกราคมเป็นต้นไป ระยะเวลาประมาณ 100 วัน เมื่อเก็บใบยาสูบแล้วจะนำมาบ่มให้ใบยาสูบจากสีเขียวแก่เป็นสีเหลืองประมาณ 3 วัน แล้วนำมาหั่นซอย ตากแดด 2 แดด แล้วบรรจุใส่ถุง จากนั้นรอให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อ ซึ่งมีการติดต่อซื้อขายกันก่อนล่วงหน้า มีตลาดรับซื้อแน่นอน กิโลกรัมละ 120 บาท ผลผลิต 1 ไร่ ได้ใบยาสูบที่หั่นซอยตากแดดจนแห้งแล้วประมาณ 600 กิโลกรัม ดังนั้นเกษตรกร
ปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง ตามคำเชิญของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ในเครือฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ (พีเอ็มไอ) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมชมกิจการใบยาสูบ พืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวจังหวัดน่าน “ยาสูบ” พืชทำเงิน สร้างอาชีพของเกษตรกรไทย ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีเกษตรกรไทยยึดอาชีพปลูกยาสูบ จำนวน 34,000 ครอบครัว เนื้อที่ปลูกยาสูบ จำนวน 132,000 ไร่ มีผลผลิต 40,700 ตัน ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จำนวน 10 จังหวัด ปลูกใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย จำนวนเกษตรกร 5,800 ครอบครัว ผลผลิตรวม 12,000 ตัน ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 14,900 ครอบครัว นิยมปลูกยาสูบพันธุ์โอเรียนทอล หรือเตอร์กิช มีผลผลิต 8,800 ตัน ทุกวันนี้ ยาสูบพันธุ์เบอร์เรีย มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 13,000 ครอบครัว มีผลผลิตปีละ 1
วันที่ 21 ธันวาคม 2559 จากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ได้ส่งดีต่อพืชผลการเกษตร ของเกษตรกร ต.โพนสา อ.ท่าบ่อ และเกษตรกรจาก ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย จำนวนกว่า 400 ครอบครัว ที่เข้าไปปลูกพืชผลทางการเกษตร หลายชนิด ทั้งพุทรา มะเขือ พริก และยาสูบ ที่ดอนต่ำดอนแตง ซึ่งเป็นดอนของไทยพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่กลางแม่น้ำโขง ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี โรคและแมลงรบน้อย และที่สำคัญผลผลิตจะออกก่อนที่ปลูกตามริมแม่น้ำโขงเกือบ 1 เดือน เนื่องจากพื้นที่ของดอน จะมีความพร้อมในการปลูกพืชเร็วกว่าพื้นที่ริมตลิ่ง ดินก็ดีกว่าเพราะในช่วงที่น้ำท่วมดอนจะพัดพาอินทรีย์สารมาไว้ที่บริเวณผิวหน้าดิน ส่งผลให้เกษตรกรแทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยในการบำรุงพืชผลที่ปลูกมาก ต้นทุนในการปลูกจึงต่ำกว่า แม้ราคาพืชผลการเกษตรปีนี้จะตกต่ำ แต่เกษตรกรที่ไปปลูกพืชที่ดอนก็สามารถอยู่ได้ โดยช่วงนี้ในแต่ละวันเกษตรกรจะเก็บพืชผลการเกษตรที่ปลูกไว้ภายในดอนฯ บรรจุในถุงน้ำหนักถุงละ 10 กก. ใส่เรือข้ามแม่น้ำโขงกลับมายังท่าเทียบเรือบ้านท่ามะเฟือง ต.โพนสา อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย จะมีพ่อค้า-แม่ค้านำรถมารอรับพืชผลการเกษตรถึงริมท่า ซึ่งพืชผลการเกษตรที่ออกผลผลิตมากในช่วงนี้คือพุทรา ท
