ยืดอายุผลไม้
คนไทยโชคดี ที่มีผลไม้กินตลอดทั้งปี การเลือกบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยให้ซื้อได้ในราคาถูก แถมสินค้ามีความสดใหม่ หาซื้อได้ง่าย สับปะรด กล้วย มะละกอ มะพร้าว องุ่น ส้ม ถือเป็นผลไม้ที่ไม่มีฤดูกาลสามารถออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริโภคทั้งปี จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด เป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สับปะรด มะม่วง ขนุน มะพร้าว ระกำ ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ ฤดูผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคใต้ คือ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และเงาะ จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แพร่ ฯลฯ เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน ลำไย ฯลฯ ฤดูผลไม้เมืองร้อนภาคเหนือเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และฤดูผลไม้เมืองหนาว เช่น สตรอเบอรี่ เคพกูสเบอร์รี่ อะโวกาโด มะเดื่อฝรั่ง ฯลฯ เริ่มเข้าสู่ตลาดตั
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนมักเข้าใจผิด คิดว่าผลไม้ทุกชนิดสามารถเก็บในตู้เย็นได้ แต่ความจริงแล้วการเก็บผลไม้บางชนิดไว้ในตู้เย็นกลับสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ แม้ตู้เย็นจะเป็นอุปกรณ์สำคัญในการถนอมอาหาร ช่วยป้องกันเชื้อโรคและยืดอายุการเก็บรักษา แต่ผลไม้บางประเภทไม่เหมาะกับการเก็บในอุณหภูมิต่ำ เพราะอาจสูญเสียรสชาติธรรมชาติและอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ ต่อไปนี้คือผลไม้ 6 ชนิด ที่ไม่ควรเก็บในตู้เย็นโดยเด็ดขาด 1. กล้วย กล้วยเป็นผลไม้เขตร้อนที่ไวต่ออุณหภูมิต่ำอย่างมาก เมื่อนำเข้าตู้เย็นจะทำให้เปลือกด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว เนื้อกล้วยค่อย ๆ นิ่มเละและสูญเสียความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เย็นอีกด้วย วิธีที่ดีที่สุด คือ เก็บกล้วยไว้ในที่อากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และบริโภคภายในไม่กี่วันหลังจากซื้อ 2. อะโวคาโด อะโวคาโดที่ยังไม่สุก ถ้านำไปเก็บในตู้เย็นจะหยุดกระบวนการสุกตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อแข็งเป็นเส้นใยและรสชาติจืด ในขณะที่อะโวคาโดสุกแล้ว ถ้าเก็บในช่องเย็นนานจะเน่าเสีย บุบและสูญเสียไขมันดีอย่างร
มูดี โซลีแมน จากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “สติ๊กเฟรช” สติ๊กเกอร์อัจฉริยะที่ยืดอายุผลไม้ให้สดใหม่ได้นานขึ้น ผลิตขึ้นจากส่วนประกอบธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดสติ๊กเฟรชบนผลไม้ สารประกอบในสติ๊กเกอร์จะสร้างชั้นปกป้องรอบๆ ผลไม้ ช่วยให้โครงสร้างส่วนประกอบของเซลล์ผลไม้คงความสดและเก็บรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ เพียงเท่านี้ผลไม้ก็จะคงความสดใหม่ได้ยาวนานเพิ่มอีก 2 สัปดาห์ แถมผลไม้ที่ติดสติ๊กเฟรชยังมีรสชาติหวานและชุ่มฉ่ำขึ้นอีกด้วย สติ๊กเฟรชใช้ได้กับผลไม้แทบจะทุกชนิด แต่ชนิดที่ได้ผลดีที่สุด ได้แก่ อะโวคาโด แอปเปิ้ล ส้ม และมะม่วง ส่วนชนิดที่ได้ผลน่าพอใจ ได้แก่ ลูกแพร์ แก้วมังกร กีวี มะนาว แอปริคอต มะละกอ มะเฟือง ทับทิม และมังคุด ด้าน ดร.ฟีบี ถิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพืชไร่ จากมหาวิทยา ลัยปุจรามาเลเซีย ศึกษาผลการใช้สติ๊กเฟรชกับมะม่วง โดยตรวจสอบลึกลงในระดับโครงสร้างเซลล์ของมะม่วง พบว่าช่วยลดการเกิดโรคและเชื้อโรคในโครงสร้างเซลล์มะม่วงได้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ยืดอายุความสดของผลไม้นั่นเอง
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร มีนวัตกรรมในการยืดอายุผลิตผลสด โดยใช้ฟิล์มถนอมอาหารเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับผักและผลไม้ โดย กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร ได้ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มเจาะรูขนาดไมครอนโดยใช้เลเซอร์มาร์กเกอร์ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้ให้นานขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการทำให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตวางจำหน่ายได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะเป็นการลดการสูญเสียน้ำหนัก ปกป้องผลิตผลจากการปนเปื้อน และเพิ่มความสะดวกในการจัดจำหน่ายแล้ว ยังช่วยคงคุณภาพของผักและผลไม้ได้นานขึ้นด้วย เทคโนโลยีการผลิตฟิล์มเจาะรูขนาดไมครอนโดยใช้เลเซอร์มาร์กเกอร์ เป็นนวัตกรรมที่ใช้เครื่องเลเซอร์มาร์กเกอร์มาเจาะรูฟิล์มขนาดไมครอน ซึ่งฟิล์มเจาะรูขนาดไมครอนมีคุณสมบัติยอมให้ก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึมผ่านได้สูงกว่าฟิล์มแบบปกติทั่วไป เมื่อนำมาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับผักและผลไม้จะช่วยควบคุมอัตราการหายใจของผักและผลไม้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้สามารถรักษาความชื้น ช่วยคงความสด และยืดอายุการเก็บรัก
ผลไม้ไทย มีคุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยากในการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า เพราะหลังการเก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติพืชผักผลไม้สดยังคงมีการหายใจตามอัตราปกติเหมือนตอนที่ติดอยู่ตามลำต้น ซึ่งกระบวนการหายใจของผลไม้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลไม้สูญเสียความสด หากวางพืชผักผลไม้ในพื้นที่ที่มีระดับก๊าซออกซิเจนมาก ยิ่งส่งผลให้ผลผลิตเหี่ยวง่ายได้ เอทิลีน มีผลต่อการสุกของผลไม้ เอทิลีน เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้ผลไม้เกิดการสุก ดังนั้น วิธีการใดก็ตามที่มีผลลดอัตราการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของเอทีลีนในพืช ย่อมส่งผลให้ชะลอการสุกได้ โดยทั่วไปสภาพที่มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างเอทิลีนในพืช ได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน การเกิดบาดแผลหรือชอกช้ำ รวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลส่งเสริมการสร้างเอทิลีน แต่มี 3 แนวทาง ที่สามารถยับยั้งการสร้างเอทิลีนหรือมีผลทำลายเอทิลีน ได้แก่ 1. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2. อุณหภูมิต่ำ 3. การใช้สารดูดซับเอทิลีน โดยการใช้สารดูดซับเอทิลีนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้การทำลายเอทิลีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยที
