ระนอง
นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “พันธุโพธิ์ฟาร์ม” จังหวัดระนอง เป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งขนาดกลาง ซึ่งเป็นต้นแบบการดำเนินงานขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม มีแนวทางการพัฒนาบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟาร์มกุ้งแปรเปลี่ยนเป็นผลผลิตทางเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Zero Waste ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หรือ โมเดลเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) สศท.8 ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของพันธุโพธิ์ฟาร์ม ตำบลบางหิน อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง พบว่า ปัจจุบัน ทางฟาร์มเป็นแหล่งข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร สาขาประมง (เพาะเลี้ยงชายฝั่ง) ทั้งด้านการผลิต ราคาสินค้า สถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเติบโตของภาคเกษตร สาขาประมง (เพาะเลี้ยงชายฝั่ง) โดยมี นายอดุลย์ พันธุโพธิ์ เป็นเจ้าของฟาร์ม ซึ่งได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ประจำปี 2557, รางวัล 150 คน
พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดกลาง ที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปี แล้วก็ตาม คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม น้ำหนัก 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส
นายสมนึก มณีพินิจ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลดำเนินงานของกลุ่มสมาชิกกองทุน “กลุ่มเลี้ยงปูนิ่ม” ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง นายสมนึก มณีพินิจ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กล่าวว่า จ.ระนอง มีสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีประเภทบุคคล 38,616 คน และสมาชิกประเภทองค์กร 154 องค์กร มีโครงการได้รับการอนุมัติงบประมาณประเภทเงินอุดหนุน 47 โครงการ เป็นเงิน 3,000,000 บาท ผู้ได้รับประโยชน์ 5,151 คน และมีโครงการได้รับการอนุมัติงบประมาณประเภทเงินหมุนเวียน 71 โครงการ เป็นเงิน 12,000,000 บาท ผู้ได้รับประโยชน์ 1,955 คน สำหรับกิจกรรมการลงพื้นที่ จ.ระนอง ครั้งนี้ นอกจากจะมีการจัดเวทีเสวนา กิจกรรม “Inside Product By Thai Womenfund สัญจร” โดยผู้บริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานและความคืบหน้าการขับเคลื่อนภารกิจการสนับสนุนบทบาทสตรีในภาพรวม ทั่วประเทศและในพื้นที่ จ.ระนองแล้ว พร้อมกันนี้ ยังลงพื้นที่เพื่อพบปะและตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในพื้นที
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันนี้ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนถึงช่วงเช้าวันนี้ ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงทำให้น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่ตำบลบางหิน อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง ซ้ำจุดเดิม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่ในรอบนี้ระดับน้ำต่ำกว่าครั้งที่แล้ว แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนหลาย 10 หลังคาเรือน โดยมีอาสาสมัครเจ้าหน้าที่จะหารและฝ่ายปกครองเข้าดูแลให้การช่วยเหลือ นายเฉลิมพล ครุอำโพธิ์ นายอำเภอกะเปอร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายซ้ำสองในรอบ 1 สัปดาห์ ให้กับพี่น้องประชาชน ทางอำเภอได้รับการแจ้งเตือนจากจังหวัดให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลันในห้วงระยะเวลานี้ ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ในขณะนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ออกมาจากบ้านทั้งหมดแล้ว และรอให้น้ำลดลงเพื่อจะได้เข้าช่วยเหลือต่อไป สถานการณ์ล่าสุด เวลา 12:00 น. น้ำได้ลดลงเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากฝนได้หยุดตกและน้ำทะเลเริ่มลดลง ประชาชนกลับเข้าสู่บ้านเรือนเพื่อทำคว
ริมชายแดนจังหวัดระนอง บริเวณอำเภอกระบุรี ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำกระบุรี ตรงข้ามกับจังหวัดเกาะสอง ประเทศเมียนมา เป็นพื้นที่ที่มีน้ำทะเลหนุนเข้าถึง สภาพของดินเหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นจาก ทั้งต้นจากที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเกิดจากการปลูกของเจ้าของพื้นที่ ชาวบ้านบริเวณนี้ได้อาศัยต้นจากในการหารายได้ให้กับครอบครัวมานานนับร้อยปี “จรินทร์ กรมโยธา” หรือ ลุงดำ ชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบางหมีล่าง ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ในวัย 63 ปี เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนพื้นที่หลังบ้านเป็นนาข้าว แต่ปลูกข้าวไม่ค่อยได้ดีนัก เนื่องจากมีน้ำทะเลหนุนเข้าถึง จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกต้นจาก มีรายได้จากการทำน้ำตาลจาก ตัดยอดจากมาทำใบยาสูบ ทำลูกจากเชื่อม รวมถึงเย็บตับจากหรือหลังคาจาก โดยทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ มาถึงตนเอง ขณะนี้มาถึงรุ่นลูกและหลานก็ยังคงทำอยู่ “แต่ปัจจุบันมีแต่ตัดยอดจากทำใบยาสูบ และน้ำตาลจาก ส่วนลูกจากและตับจากมีคนทำกันน้อยลง โดยในสมัยตนนั้นทำน้ำตาลจากส่งขายเป็นโอ่ง โอ่งละ 25 บาท ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็ประมาณ 2 ปี๊บ ซึ่งที่ผ่านมามีคนทำน้ำตาลจากลดน้อยลง เพราะหันไปทำยางพารากันมากขึ้น อีกทั้งการทำ
