ลดต้นทุนทำนา
อาชีพเพาะกล้าข้าว ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ ลดการสูญเสียต้นทุน เพราะลดปริมาณการสูญเสียเมล็ดข้าวระหว่างเพาะปลูก และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโต เนื่องจากการเพาะกล้าก่อนลงแปลงจะช่วยลดความสูญเสียของต้นอ่อนจากโรคและแมลงต่างๆ และทุกวันนี้ ต้นทุนทำนาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง อีกทั้งการทำนาหว่านก็ประสบปัญหาตามมา ทั้งวัชพืช ข้าวดีด ต้นข้าวไม่แข็งแรง รวมทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย เป็นเหตุผลให้ชาวนาในจังหวัดกาฬสินธุ์หลายรายฝ่าวิกฤตต้นทุนทำนาสูง เน้นปลูกข้าวที่ได้คุณภาพ โดยนำนวัตกรรมทำนายุคใหม่เข้ามาใช้ ทำให้เกิดอาชีพ “รับจ้างเพาะต้นกล้า” รวมถึงรับเหมาดำนาด้วยรถ กลายเป็นอาชีพใหม่ที่น่าจับตา สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในฤดูกาลทำนาไม่น้อยกว่า 260,000 บาท ได้เงินมากกว่าทำนาขายข้าวเปลือกหลายเท่าตัว การทำนาของเกษตรกรใน จ.กาฬสินธุ์ ทั้งในพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน และนอกเขตชลประทานที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ในปัจจุบันพบว่าส่วนหนึ่งที่ทำนาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝนนิยมทำนาหว่าน เพราะสะดวก ประหยัดทุนกว่าทำนาดำ ส่วนกลุ่มที่ทำนาในช่วงกลางฤดูฝนจะพบว่า ทำนาดำเป็นส่วนน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิก
ภาคการเกษตรไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น และมีแนวโน้มเชิงบวก ที่คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาพื้นที่เกษตรของครอบครัวมากขึ้น รวมถึงมนุษย์เงินเดือนที่สนใจทำเกษตรในช่วงวันหยุดเพื่อต่อยอดเพิ่มรายได้ สยามคูโบต้าบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ สู่การเป็น Smart Farmer และผู้ประกอบการเกษตร ภายใต้โครงการ “KUBOTA FARMER ACADEMY โดยเชิญ คุณสุภชัย ปิติวุฒิ เจ้าของเพจ “ชาวนาวันหยุด” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นฐานรากสร้างทักษะเกษตรกรพันธุ์ใหม่ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ทิศทางของภาคเกษตรไทย คุณสุภชัย กล่าวถึงภาพรวมภาคการเกษตรไทยในปัจจุบันว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า คนในที่ทำเกษตรขาดทุน ก็อยากไปหาอาชีพอื่นทำ ส่วนคนเมืองโลกสวย มองว่าเป็นโอกาสเข้าสู่ธุรกิจเกษตร สิ่งที่ทำให้คนในมีความเข้มแข็ง อยู่รอด ไม่โดนแย่งอาชีพคือ เร่งลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ ชาวนาญี่ปุ่นขายข้าวได้ราคาแพง เพราะคนปลูกมีน้อย มีสัดส่วนไม่ถึง 5% แต่คนกินมีเยอะมากถึง 95% ขณะที่เมืองไทยมีเกษตรกรปลูกข้าว 40-50% ทุกวันนี้ คนยิ่งรวยยิ่งกินข้าวน้อย หากจะขายข้า
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการทำนาโดยเฉลี่ยสูงราว 3,500-4,000 บาท หากชาวนาสามารถลดต้นทุนได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ขอแนะหลัก 3 ประการในการลดต้นทุนการทำนา คือ ประการที่ 1 ชาวนาต้องเปลี่ยนความคิดจากเดิมใฝ่หาความรู้ใหม่ เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิมเป็นทำนาแบบประณีต เปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมไปปลูกพืชชนิดอื่น เปลี่ยนการพึ่งพาปัจจัยภายนอก มาเป็นพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ประการที่ 2 ชาวนาต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการพักดิน พื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตน้ำ ตัดวงจรชีวิตของโรคแมลงศัตรูข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นก่อนทำนา หรือหลังทำนา หรือพักนา ประการที่ 3 ชาวนาต้องเข้าถึงวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมคือ เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เหมาะสมกับพื้นที่และใช้ในอัตราที่เหมาะสม เตรียมดินให้ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ของดิน กำจัดวัชพืชก่อนหว่านปุ๋ยเคมี เลือกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ถูกต้อง จัดการน้ำอย่างเหมาะสม หมั่นตรวจแปลงนา ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวเมื่อจำเป็น เก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม ลดก
