ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ติดตามความก้าวหน้าวิจัยเข็มมุ่งด้านการจัดการน้ำ โดยคณะกรรมการกำกับงานวิจัย วช. กลุ่มงานที่ 3 เรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมการเพิ่มน้ำต้นทุนของเขื่อนหลักเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยา” แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ระยะที่ 3 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ระยะที่ 3 กล่าววัตถุประสงค์ของแผนงานวิจัยฯ พร้อมแนะนำคณะกรรมการกำกับงานวิจัย วช. หน่วยงานใช้ประโยชน์และคณะนักวิจัย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวต้อนรับ และมี รศ ดร เจษฏา แก้วกัลยา ดร.สมชาย ใบม่วง ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. คุณสมชาย หวังวัฒนาพาณิช ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รศ.ดร. สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ จาก สกสว คุณเพชรินทร อรุณรัตน์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ คุณอุมาพร โควงษ์ จากวช. เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอและให้คำแนะนำ ณ ห้องประชุมธารท
นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ล่าสุดมีเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทําให้ต้นทุนพลังงานนํ้ามันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าแรงงาน ค่าเหล็ก หรือวัสดุก่อสร้างมีการขยับราคาขึ้น อาจกระทบกับการก่อสร้างโครงการชลประทานเฟสใหม่ที่ยังไม่มีการก่อสร้าง ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ค่าก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้น “แม้ราคาเหล็กจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง แต่รัฐบาลพยายามตรึงราคาส่งผลทำให้ในปี 2565 ราคาก่อสร้างโครงการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก” นายเสริมชัย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการคลองระบายนํ้าหลากบางบาล-บางไทร หรือที่หลายคนเรียกกว่าเจ้าพระยา 2 ตั้งอยู่สนามชัย อําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคลองระบายนํ้ามีความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร เขตคลองกว้าง 200 เมตร และในเขตชุมชนกว้าง 110 เมตร พร้อมก่อสร้างถนนบนคันคลองผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ทั้ง 2 ฝั่ง และก่อสร้างประตูระบายนํ้าปลายคลองระบาย จํานวน 1 แห่ง ก่อสร้างภายใต้งบประมา
กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี หวังแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ให้ชาวบางขามมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมกับนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ไปติดตามความคืบหน้าการขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี พร้อมพบปะและเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ สำหรับแม่น้ำบางขาม เป็นแม่น้ำที่เกิดจากคลองธรรมชาติหลายสายไหลมารวมกัน ไหลผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมืองลพบุรี มีความยาวทั้งสิ้น 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10-15% ส่งผลให้แม่น้ำบางขามแห้งขอดบริเวณ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง รวมทั้งพื้นที่การเกษตร ริม 2 ฝั่งตลอดลำน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้เร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขามที่ตื้นเขิน ตามข้อสั่งการของดร.เฉล
วันนี้ (25 มกราคม 2565) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 และแผนบริหารจัดการการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ณ อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาการท่องเที่ยว อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (25 มกราคม 2565) 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,252 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,556 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณที่มีอย่างจำกัดจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนา
นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2564 ประจำปีงบประมาณ 2564 ได้พิจารณาหามาตรการช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพเกษตรกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เหตุจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดอ่างทองรวมถึงหลายพื้นที่จังหวัดภาคกลาง อาทิ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี และมีที่ดินทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่ทางน้ำชลประทานบริเวณปลายน้ำได้รับผลกระทบจากสภาวะภัยแล้งเข้าร้องเรียนยังสภาเกษตรกรจังหวัด กอปรกับน้ำเหนือเขื่อนมีปริมาณลดน้อยลง กรมชลประทานไม่สามารถบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีรายได้และไม่ได้รับสิทธิตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ขาดความมั่นคงทางอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดี สภาเกษตรกรจังหวัดกลุ่มภาคกลาง 26 จังหวัด ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ป
สทนช. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอร่างผังน้ำครั้งที่ 2 พื้นที่ภาคกลาง 4 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก สะแกกรัง และท่าจีน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผังน้ำครั้งที่ 3 พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ว่า สทนช. ร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจัดการประชุมผังน้ำ ครั้งที่ 3โครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน เพื่อนำเสนอร่างผังน้ำ และองค์ประกอบของผังน้ำ เป็นครั้งที่ 2 ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็น-ข้อเสนอแนะโดยได้รับเกียรติจากนายพรพจน์ บัณฑิตยานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรผู้ใช้น้ำ และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมกว่า 200 คน นายปรีชา สุขกล่ำ กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมากลุ่มบริษัทที่
กรมชลประทาน ขอความร่วมมือเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาชะลอการทำนาปี หลังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลดลงอย่างต่อเนื่อง ย้ำขอให้รอฝนตกชุกสม่ำเสมอและมีน้ำเพียงพอในพื้นที่ค่อยทำการเพาะปลูก พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทย ประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้เกษตรกรและประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างทั่วถึง ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล โดย ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นการด่วน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนที่ผ่านมา ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2564 ปริมาณฝนจะลดลง อีกทั้งปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ อยู่ในเกณฑ์น้อย จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตินี้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 64 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว ได้รับผลกระทบน้อ
กรมชลประทาน ห่วงข้าวชาวนาขาดน้ำยืนต้นตาย หลังปลูกเกินแผน 3 ล้านไร่ ขอความร่วมมือเกษตรกรพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเก็บเกินจำเป็น เหตุน้ำต้นทุนมีจำกัด นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่มีการทำนาในช่วงฤดูแล้ง หลังผลสำรวจล่าสุดมีการทำนาปรัง ปี 2563/64 ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 ล้านไร่ เกินแผนมากกว่า 2.97 ล้านไร่ หรือ 156.80% จากแผนการเพาะปลูกที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีการทำนาเกินแผนแล้ว 2.786 ล้านไร่ จากที่ไม่ได้กำหนดให้มีการทำนาในฤดูแล้งแต่อย่างใด เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่มีน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนการทำนา เกษตรกรต้องใช้น้ำในแหล่งน้ำของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ จากสถานการณ์น้ำที่จำกัดและการทำนาเกินแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายต่อนาข้าวใน 45 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่มีพื้นที่ทำนา 3.621 ล้านไร่ เฉพาะใน 4 จังหวัด คือพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช มีการทำนาปรังถึง 3.075 ล้านไร่ สำหรับการทำนาปรังในพื้นที่ลุ
กรมชลประทาน ชี้แจงกรณี กทม.เตรียมรองรับมวลน้ำหลัง “กรมชลฯ” ร่อนหนังสือด่วนแจ้งเตือนเขื่อนปล่อยน้ำสูงขึ้น ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เผยมี 17 ชุมชน 358 ครัวเรือน นอกคันกั้นน้ำเสี่ยงนั้น ดร. ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 2 เรื่อง ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่งผลให้มีฝนตกหนักกระจายบริเวณจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง รวมกันไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกมีปริมาณมากต้องเร่งระบายออก จึงสามารถแบ่งระบายน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งได้จำกัด คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะมีแนวโน้มสูงขึ้นในเกณฑ์ ประมาณ 900-1,100 ลบ.ม./ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล อำเภอบางบาล อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.60-1.00 เมตร
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งรัดการปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา 930 ลบ.ม./วินาที แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท โดยมี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ณ วัดอินทาราม (วัดตลุก) ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สภาพพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมเนื้อที่ 33 ล้านไร่ มีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นพื้นที่ที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ โดยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่น ในปี 2538, 2545, 2549 และปี 2554 ซึ่งมี
