ลูกยอ
“ยอ” มีชื่อสามัญ : Noni ; Vomit fruit ; Great morinca ; มะตาเสือ (เหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia วงศ์ : Rubiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ยอ เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง จัดว่าเป็นไม้มงคลของคนไทยที่นิยมปลูกกันในบริเวณบ้าน เป็นเคล็ดว่าจะได้มีแต่คนมาสรรเสริญเยินยอ ใบ มีขนาดใหญ่ หนา เขียวเข้มเป็นมัน มีหูใบเล็กๆ อยู่โคนใบจริง ดอกขนาดเล็กๆ สีขาว เป็นช่อกลมๆ ผลรูปรีๆ ทรงกระบอก ผิวขรุขระเป็นปุ่มปม เปลือกลำต้นสีเทาน้ำตาล แตกกิ่งเป็นชั้นๆ คล้ายต้นหูกวาง ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ใบก็ไม่ค่อยร่วง ใบยอ ประโยชน์ทางยา ใบยอ มีสรรพคุณเป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้ไข้ ผลยอ รสเผ็ดร้อน ขับลม ฟอกเลือด ขับโลหิตปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร ในทางโภชนาการ ใบยอใช้ทำห่อหมก ที่ใบอะไรก็ไม่สามารถมาแทนได้ มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หรือใช้ใส่แกงอ่อม แกงเผ็ด ผลสด คนอีสาน ใช้ตำเป็นส้มตำลูกยอ กินกันมาช้านาน ผลแก่ย่างไฟจิ้มเกลือให้สุภาพสตรีมีครรภ์กิน เพื่อช่วยขับน้ำนม ลดน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร ลูกยอ มีสารซีโรนิน (Xeronine) มากกว่าสับปะรดถึง 10 เท่า ช่วยลดคอเลสเตอรอล บรรเทาอาการจากภูมิแพ้ต่างๆ รากยอ
ยอบ้าน เป็นพืชในวงศ์ RUBIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia Linn. มีถิ่นกำเนิดเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลินีเซีย ประเทศในเขตโอเซียเนีย เป็นหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ แถวนั้นเรียกว่า “โนนู” ภาษามลายู เรียก “เมอกาดู” มีภาษาเรียก หรือชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษ Great Morinda หรือ Beach Mulbery ชาวเกาะ ชาวเล นิยมกินกันมาก เมื่อข้ามมาแถบเอเชีย แถบฮาวาย ยังเรียกสั้นๆ ว่า “โนนิ” (NONI) บางคนเรียกลูกเนยแข็ง กลิ่นเหม็นเน่า ชาวบ้านเรียก ลูกอ้วก แต่คนทั่วไปที่รู้จักการปรุงแต่ง นำมาทำกิน ทำยา เรียกว่า “ยอ” ใบยอ ลูกยอ ต้นยอ จนกลายเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรในประเทศไทยที่เริ่มปลูกยอเพื่อสร้างรายได้ คุณยอด เย้ายวน หรือ พี่ยอด อยู่บ้านเลขที่ 16/3 ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรผู้ปลูกยอสร้างรายได้ และด้วยสรรพคุณของต้นยอที่มีประโยชน์มากมายตั้งแต่ใบไปจนถึงราก จึงมีผู้คนปลูกไว้เพื่อเป็นยาสมุนไพรในบ้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยผลของยอที่มีกลิ่นเหม็นและการตลาดที่ยังไม่แพร่หลายทำให้ใครหลายคนมองข้ามการปลูกยอไปว่าสามารถช่วยสร้างรายได้เหมือนกัน เพียงแค่ต้องศึกษาวิธีการปลูกให้ดี เพราะหลายคนมีควา
หลายคนไม่อยากแก่ ไม่อยากเข้าใกล้วัยชรา ต่างสรรหาวิธีการต่างๆ มากมาย ซึ่งหลายอย่างไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่หลายอย่างก็เสี่ยงอันตราย ช่วงที่ผ่านมาหลายคนจึงหันมาพึ่งพาสมุนไพร โดยเฉพาะอาหารที่มาจากธรรมชาติกันมาก เพราะหวังว่าจะช่วยให้ชีวิตยืนยาว ปลอดโรค แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องบริโภคปริมาณ หรือขนาดเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เรื่องนี้ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี อธิบายว่า จริงๆ เราสามารถบริโภคอาหารเพื่อดูแลสุขภาพได้ โดยหลักการแพทย์แผนไทย อย่างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะเน้น 4 กลไก ในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยเพิ่มฮอร์โมน เนื่องจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า การที่ร่างกายของคนเราชราลงเกิดจาก 4 กลไกนี้ เราจึงพยายามหาสมุนไพรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ 4 กลไกนี้ ว่าจะเลือกกินเลือกใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพ 1.สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ ก็จะมี หนึ่ง-ขมิ้นชัน ที่รู้จักกันดี ซึ่งสามารถนำมาใช้ทั้งกินทั้งทาได้หมด เพราะปัจจุบันมีงานวิจัยมากมาย ช่วยในเรื่องการป้องกันตั้งแต่ก่อนเป็นม
กรดไหลย้อน เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารหนึ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะคนสูงวัยและวัยทำงานที่มีความเครียดเป็นเหตุ การที่น้ำย่อย ซึ่งประกอบด้วยกรดเกลือในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไประคายต่อหลอดอาหาร และบริเวณลำคอ ทำให้มีอาการแสบลิ้นปี่ คล้ายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง โรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร ซึ่งกล้ามเนื้อหูรูดนี้จะคลายตัวเมื่อมีอาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารผ่านลงกระเพาะอาหารจนหมดแล้ว หูรูดนี้จะหดรัดเพื่อปิดกั้นไม่ให้กรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้น กล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าปกติ โดยคนปกติไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง แต่ไม่ทำให้เกิดอาการแต่อย่างใด สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุ และมีความสัมพันธ์กับความอ้วน ภาวะตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนกะบังลม โดยปัจจัยเสริมนั้นมาจากการที่มีแรงดันภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น รัดเข็มขัดแน่นเกินไป มีแก๊สมากจากอาหารที่ไม่ย่อย หรืออาหารที
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แนะวิธีการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะช่วยในการชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยชะลอวัยได้ โดยเลือกกิน พืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือที่มักเรียกกันอย่างคุ้นหูว่า แอนตี้อ็อกซิแดนท์ (antioxidant) รวมถึง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และ เสริมฮอร์โมน สำหรับสมุนไพรตัวแรกที่อยากแนะนำในครั้งนี้ ได้แก่ ยอ ยอ เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งของอาเซียน มีการใช้ร่วมกันในหลายประเทศที่ใกล้เคียงบ้านเรา สมัยก่อนจะมีการเก็บยอไว้ในรูปแบบการหมักดองกับเกลือ และใช้กินทุกวันเพื่อบำรุงร่างกาย แก้ปวดแก้เมื่อย พื้นบ้านเชื่อว่า ลูกยอ มีสรรพคุณสารพัดประโยชน์ ใช้แก่อาการครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นหวัด ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ปวดมึนหัว ปวดเมื่อย ปวดเข่าปวดข้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฟอกเลือด ช่วยประจำเดือนมาดีขึ้น ช่วยให้หลับสบาย และแก้มือเท้าตายเหมาะกับคนที่เป็นลมอัมพฤกษ์อัมพาต เอ็นตกนกตายในผู้ชายยอก็ช่วยได้ สรรพคุณเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า ใน ยอ มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สำคัญในเพศหญิง ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดอาการที
