ลูกเนียง
ลูกเนียงต้มจุ้มพร้าว ของแปลกที่คนต่างบ้านต่างเมืองอย่างเราๆ (โดยเฉพาะผู้เขียนเอง) ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสวิถีชีวิตของคนใต้มาก็นานพอสมควร เห็นว่าเป็นขนมหวานอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่ามันแปลกดี เท่าที่รู้และได้พบเห็นเป็นประจำตามร้านขายข้าวแกงคนใต้ หรือตามหมู่บ้านชุมชนของคนภาคใต้ทั้งหลาย (คนใต้บ้านฉ่าน! มีลูกเนียง ลูกตอ กินกับแกงเผ็ดๆ เหนาะลูกเนียง ลูกตอ แล้วหร่อยแรงนิ) อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ รสชาติจะเผ็ดร้อน เค็ม และเปรี้ยว ซึ่งต้องกินควบคู่กับผักต่างๆ เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนลง ซึ่งเรียกว่า ผักเหนาะ เช่น สะตอ ลูกเนียง ยอดมะม่วงหิมพานต์ และอีกหลากหลาย เป็นต้น แต่สำหรับลูกเนียง และสะตอ นับว่าเป็นผักที่ได้รับความนิยมมากกว่าผักชนิดอื่นๆ เพราะเหมือนกับว่ามันไปด้วยกันกับอาหารใต้ได้ดีจริงๆ ลูกเนียง พืชพันธุ์ไม้ป่า ที่มีอยู่ในแถบถิ่นภาคใต้ของไทย ลูกเนียง สำหรับคนใต้แล้วได้รับความนิยมรองๆ จากสะตอก็ว่าได้ สำหรับส่วนที่นำไปกินคือ เมล็ดข้างในเปลือก ซึ่งมีกลิ่นฉุน ให้รสชาติมัน อร่อย บางคนชอบกินผลอ่อนๆ หรือบางคนชอบกินผลแก่ๆ โดยจะกินเป็นผักเหนาะ กินกับน้ำพริกหรือเหนาะแกงต่างๆ
ตรัง – นางอำนวย อ่อนแท้ ราษฎรจังหวัดพัทลุง เผยว่า ปีนี้จะมีลูกเนียงออกมาจำหน่ายกันมาก ทำให้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท แต่หากเป็นนอกฤดูกาลจะมีราคาขยับขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 60-70 บาท หรือ 3 ลูก 10 บาท สนใจนำต้นพันธุ์มาปลูกในพื้นที่ว่างข้างบ้าน ทุกวันนี้เป็นรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี ลูกค้ามาสั่งซื้อถึงบ้าน หรือแม่ค้ามารับต่อไปขาย รวมทั้งเหมายกต้นไปใช้ในงานต่างๆ เพียงแต่ลูกค้ามักจะเป็นคนรุ่นเก่า หรือรุ่นกลางคนขึ้นไป ส่วนคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรับประทานกัน โดยบอกว่าลูกเนียงมีกลิ่นเหม็น นอกจากลูกเนียงสด ทั้งแบบอ่อน แบบแก่ จะเป็นที่นิยมของชาวใต้แล้ว ยังมีการนำไปถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้ได้นานหลายเดือนและเพิ่มมูลค่า โดยนำลูกเนียงแก่ไปเพาะในกองทราย หรือกองฟาง เรียกว่า ‘ลูกเนียงหมาน’ ฝังลงไปในทราย หรือผาง แล้วรดน้ำเช้าเย็น 5 วัน หลังจากนั้นจะงอกใบอ่อน และรากอ่อนออกมา เป็นผักเหนาะ หรือผสมลงในแกงต่างๆ ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
