วัฒนธรรมการกิน
ยุคสมัยก่อน ชาวบ้านดำรงชีวิตเป็นอยู่ทำมาหากินแบบบ้านๆ อาจจะเรียกว่า แบบคนไพรก็คงไม่ผิดนัก สมัยก่อน “ป่า” คือชีวิต คือทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีมากมายที่อยู่บนผืนดิน ทรัพยากรธรรมชาติของโลกและของบ้านเรา ได้แก่ น้ำ อากาศ และดิน บนผืนดินมีสิ่งไม่มีชีวิต คือ น้ำ หิน แร่ อากาศ และสิ่งที่มีชีวิต คือ คน สัตว์ แมลง ป่าไม้ พืชพรรณนานา การจับคู่อยู่อาศัยดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต กับธรรมชาติที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต จึงเกิดขึ้นเอง เกิดมาเนิ่นนานมากแล้ว เอาเป็นว่านานมากๆ และมากๆ ก็แล้วกัน เช่นเดียวกันกับพฤติกรรม แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น แข่งขัน เข่นฆ่า ท้าทาย เสพสมสู่ มันก็เกิดขึ้นมาพร้อมกัน เหตุผลที่เด่นชัด คือการหากิน เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด “คนกินสัตว์ สัตว์กินพืช พืชกินดิน” ในบรรดาพืชในป่าที่คนเอามากิน เชื่อว่า “ผักปู่ย่า” จะเป็นพืชชนิดแรกๆ ที่คนได้ลองลิ้มชิมรส คงจะกินมาสมัยปู่ย่าของปู่ย่า หลายสิบลำดับชั้นปู่ย่าแล้ว คือนานมามากแล้วนั่นแหละ “ผักปู่ย่า” พบเห็นกันอยู่ในป่าเขตร้อนทั่วไป พบแถบอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย ลาว เขมร เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เอาเฉพาะ
ความสนุกของคนชอบทำกับข้าวอย่างหนึ่งคงจะคือการได้เดินตลาดเช้าต่างถิ่น ที่ซึ่งวัตถุดิบในวัฒนธรรมการกินหลายๆ แบบถูกเสาะหามาประชันขายในพื้นที่กลางของชุมชน มีคนบอกว่า งานภาคสนามของนักมานุษยวิทยานั้น นอกจากลงพื้นที่ทำที่วัด หรือในงานบุญหมู่บ้าน ก็มีตลาดสดนี่เองแหละครับ ที่เป็นประหนึ่งจุดรวมของผู้คนและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของย่านนั้นๆ ยิ่งถ้าใครไปหรือเคยไปในชนบทต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็มักรู้แหล่งตลาดสำคัญๆ ดี ว่าตำบลหมู่บ้านไหนมีข้าวของอะไรเป็นพิเศษในฤดูใดของปี เมื่อผ่านไปในวันเวลาเหมาะสม ย่อมไม่พลาดที่จะไปสำรวจตรวจตราหาของเฉพาะถิ่นกินอร่อยๆ แน่นอน ผมเผอิญได้แวะเวียนไปย่านลพบุรี-เพชรบูรณ์มาเมื่อเร็วๆ นี้ เลยอยากเล่าว่าไปเจออะไรที่ตลาดเช้าตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งผมต้องไปเดินดูเสมอเมื่อมาที่นี่นะครับ พุเตย ติดตลาดใหญ่ในเช้าวันอาทิตย์ ริมทางหลวงสาย 21 (ถนนคชเสนีย์) ซึ่งตัดผ่านกลางชุมชน ตรงจุดที่มีศาลเจ้าจีนตั้งอยู่ ร้านรวงจะปักหลักขายบนฝั่งซ้ายของถนนขาล่อง เรียงรายไปเป็นระยะกว่า 300 เมตร แน่นอนว่าสินค้ามีทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องเรือน ของใช้ สไตล์ตลาด “คลองถม” มีอาหารปรุ
