วิจัยสนองอนาคตสังคมสูงวัย
องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ตัวเลขจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคน โดยเป็นผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ที่ 10% คาดจำนวนผู้สูงวัยจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 16% ภายในปี 2593 ทั้งนี้ ในปี 2567 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ เมืองไทยมีประชากรผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ของประชากรไทยทั้งประเทศ 66,057,967 คน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผู้สูงอายุในไทยเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ มีอำนาจทางการเงิน และมีอิทธิพลต่อคนในครอบครัว แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของ Aging Society ครอบคลุมทุกประเทศทั่วทุกมุมโลก ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและสุขภาพผู้สูงวัย เพราะภาวะสูงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของระบบช่องปาก คอหอย กล่องเสียง ทำให้ผู้สูงวัยมีอาการกลืนลำบาก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ หรือ ยา ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญ อย่างเช่น โปรตีน ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ปราโมทย์ ประสาทกุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันฯ กล่าวในฐานะผู้บุกเบิกและมีบทบาทสำคัญในการสำรวจและวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเพื่อการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายของประเทศไทยว่า “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506 – 2526 ซึ่งนโยบายของประเทศไทยในขณะนั้น มุ่งไปที่การวางแผนครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และมีลูกกันน้อยลง อัตราเกิดของประชากรไทยจึงลดต่ำลงไปด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ปราโมทย์ ประสาทกุล ได้ให้มุมมองว่า การแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ ด้วยการส่งเสริมให้ประชากรมีลูกกันมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับสังคมไทย หากไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของการเกิด หรือเกิดด้วยความไม่พร้อม ซึ่งตัวเลขการเกิดของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 587,000 คน และอาจมีแนวโน้มต่ำลงไปอีกประมาณ 2-3 หมื่นคนตามวิกฤติ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
