ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์
วันนี้ (20ตุลาคม 2564) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจังหวัดชุมพร นำโดย นายสัมฤทธิ กองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นำทีมนักวิจัย จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “โครงการชุดโรงงานพร้อมเครื่องจักรแปรรูปผลไม้ตัวต่อเพื่อธนาคารผลไม้เคลื่อนที่” และ “โครงการนวัตกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่ามังคุดสำหรับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน : บทเรียนต้นแบบจากชุมชนลุ่มน้ำหลังสวน” ลงพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ผนึกการทำงานกับภาครัฐ เอกชน และกลุ่มชาวสวนมังคุด เพื่อขับเคลื่อนการแปรรูปผลไม้เพิ่มมูลค่า บรรเทาผลผลิตล้นตลาด กระตุ้นการจ้างงาน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย วช. ตระหนักถึงปัญหา และผลกระทบในหลายมิติ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก จึงได้วางเป้าหมายการวิจัยและพัฒนา ให้สอดรับกับแผนพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้ “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ภายใต้แนวคิดหลัก คือ เปลี่ย
ปิดทริปด้วยร้อยยิ้มแห่งความประทับใจให้จดจำ ทั้งคนกินและคนปลูก สำหรับกิจกรรม “พาคนกินคนปลูก” ที่โครงการปฐม เชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค ขับเคลื่อนโดยร้าน ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนำผู้โชคดีจากการร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ จำนวน 36 ชีวิต ลงพื้นที่ จ.นครปฐม เยี่ยมชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์ พบปะเกษตรกรต้นแบบ ในพื้นที่เครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกร และศึกษากระบวนการผลิตที่ปลอดภัย อีกทั้งเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนกินกับคนผู้ปลูก ผ่านฐานกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน นายอนัฆ นวราช ผู้บริหาร ร้านปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง ในฐานะผู้จัดการ โครงการปฐม เชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค เล่าว่า ปฐมฯ ตระหนักและให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เลือกใช้ จะต้องผ่านกระบวนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยผ่านกิจกรรมต่างๆ ค
นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ผจก.เพชรล้านนาฟาร์ม ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์ ตำบลแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง กล่าวว่า ศูนย์บริหารจัดการน้ำชุมชนบ้านแม่สุก เป็น 1 ใน 5 สถานีตรวจวัดระดับน้ำ และเป็น 1 ใน 19 สถานีตรวจวัดผลสภาพ อากาศของจังหวัดลำปาง ปัจจุบันได้นำข้อมูลน้ำและสภาพภูมิอากาศมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในหลายๆ ด้าน อาทิ ปริมาณน้ำฝน ได้นำมาใช้ในการวางแผนการเพาะปลูก เช่น การทำนาข้าว ช่วยในการบอกปริมาณน้ำว่ามีเพียงพอหรือไม่ที่จะเพาะกล้าเพื่อเตรียมลงแปลงทำการดำนา หรือบอกปริมาณน้ำฝนที่จะตก ช่วยให้เตรียมการให้ปุ๋ยแก่พืชผักผลไม้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังช่วยให้ข้อมูลเรื่องของอากาศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ทำปศุสัตว์ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หากอุณหภูมิลดต่ำมากสัตว์เลี้ยงจะมีอัตราการตายสูง ทำให้เตรียมการป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้าได้ ตลอดจนยังช่วยบอกความชื้นของอากาศที่จะเป็นประโยชน์กับฟาร์มที่เป็นแบบระบบปิดที่ต้องใช้ระบบน้ำหยดในการควบคุมอุณหภูมิ หากความชื้นสูงสัตว์เลี้ยงมักจะป่วย เมื่อเกษตรกรรู้สถานการณ์ก่อน และหยุดเปิดระบบน้ำหยด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิ
