สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยผลการศึกษานโยบายการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไก่ไข่ โดยมีตัวแทนเกษตรกรและนักวิชาการเข้าร่วมรับฟัง ผลการศึกษาระบุว่า นโยบายการจำกัดโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) สร้างอุปสรรคให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงลูกไก่ได้ยาก ขณะที่การใช้อำนาจกำหนดโควตาของ Egg Board ยังขาดกฎหมายรองรับที่ชัดเจน คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการจัดสรรและเพิ่มโควต้าให้รายใหม่ เพิ่มความโปร่งใสในข้อกฎหมาย ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ในประเทศ และลดภาระกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ชี้ปัญหาแท้จริงไม่ใช่โควต้า ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ยืนยันว่า การบริหารจัดการของ Egg Board ที่ผ่านมามุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก และหากจะต้องการเพิ่มการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เพื่อขยายอุตสาหกรรมไก่ไข่ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูล “ดีมานด์-ซัพพลาย” ให้แม่นยำ “ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การจำกัดโควตา แต่คือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ท
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 14/2562 ในวันที่ 20 ก.พ. 2562 จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. …ฉบับที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ 17 คน ได้พิจารณาปรับแก้ไขแล้ว ในวาระที่ 3 ท่ามกลางแรงกดดันหลังร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจุดกระแสกลายเป็นประเด็นร้อน แถมถูกนำไปผูกโยงกับการเมือง เพราะออกมาในจังหวะเตรียมการเลือกตั้ง เพราะเรื่องข้าว ไม่ได้มีผู้เกี่ยวข้องเพียงแค่ชาวนา 15 ล้านคน แต่รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งผู้ส่งออก โรงสี พ่อค้าข้าวเปลือก พ่อค้าข้าวถุง รวมทั้งผู้บริโภคทั้งประเทศ ย้อนปมกฎหมายข้าว ย้อนปมร่างกฎหมายฉบับนี้ “นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ” สมาชิก สนช. กับ สนช. 25 คน ร่วมกันเสนอร่างช่วงเดือน ส.ค. 2561 และถูกบรรจุเข้าที่ประชุม สนช.วาระ 1 เมื่อ 25 ธ.ค. 2561 โดยร่างแรก กำหนดสาระสำคัญให้มี “คณะกรรมการข้าว” หรือ คกข. โดยให้มีกฎหมายรองรับชัดเจน จากเดิมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) จะแต่งตั้งโดยมติ ครม. นอกจากนี้มีการโซนนิ่งให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนเพาะปลูกข้าว รวมถึงกำกับดูแลการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เสมือนรวบรวมทุกประเด็นเรื่องข้าวมาไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน สะเทือนไปถึงหน่วยงานที่
โครงการข้าวโพดหลังนาที่ภาครัฐรณรงค์ให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง แล้วเชิญชวนให้หันมาปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต่อจากข้าวนาปีแทนนั้น น่าแปลกใจที่โครงการดีๆ แบบนี้กลับมีบางคนเห็นเป็นเรื่องหนุนนายทุนไปเสีย ทั้งๆ ที่มันมีเหตุผลประกอบหลายประการและทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติเป็นหลัก ประการแรก : ลดปริมาณผลผลิตข้าวที่กำลังล้นตลาด เพื่อดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มราคาข้าว จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ระบุว่าในปี 2562 “ข้าว” จะเป็นสินค้าเกษตรที่มีปัญหาน้อยที่สุด โดยในปี 2562 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตข้าวนาปีเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ-ข้าวเปลือกหอมปทุมธานีในปี 2561 ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงตันละ 18,000 บาท ประการที่สอง : ลดปริมาณการใช้น้ำ จากภาวะ “แล้ง” ประเทศเราขาดแคลนน้ำอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา รัฐจึงต้องรณรงค์ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน หวยจึงมาออกที่ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ใช้น้ำน้อย ใช้เวลาปลูกน้อย และที่สำคัญ มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อชาวนาไทย ประการที่สาม : รั
