สถาบันอาหาร
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2561 สถาบันอาหารได้กำหนด 9 เมนูอาหารไทยแท้ แบ่งเป็น อาหารคาว 7 เมนู ได้แก่ ทอดมันปลา ฉู่ฉี่กุ้ง กุ้งซอสมะขาม ห่อหมกทะเล แกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำวุ้นเส้นทะเล และแกงกะหรี่ไก่ อาหารหวาน 2 เมนู ได้แก่ บัวลอย และข้าวเหนียวสังขยา ภายใต้โครงการ “ยกระดับมาตรฐานรสไทยแท้อุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก” ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม(สศอ.) เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตอาหารในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการอาหารของไทยให้มีคุณภาพปลอดภัยและมีคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสม รักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของอาหารรสไทยแท้ โดยเกณฑ์ปีนี้ใช้วิธีสัมภาษณ์ถึงเมนูอาหารยอดนิยมที่ลูกค้าชื่นชอบจากร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศราว 100 ร้าน ในประเทศเน้นกลุ่มจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในแต่ละภาค อาทิ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี ส่วนต่างประเทศ พิจารณาประเทศที่มีร้านอาหารไทยจำนวนมาก อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สเปน และสหราชอาณาจักร “เกณฑ์การคัดเลือก ประกอบด้วย 1.ต้องเป็นรายการอาหารที่อยู่ในความนิยมของผู้บริโภคของชาวไทยและชาว
ภายใต้นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล สถาบันอาหาร (National Food Institute : NFI) ได้จัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและมีทิศทาง รวมถึงสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้เปิดเผยถึงบทบาทของสถาบันอาหาร ต่อนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ 4.0 ว่า สถาบันอาหาร ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการทำงานภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี ว่า “ประชารัฐรวมใจประเทศไทยเป็นครัวของโลก” โดยมีเป้าหมายในการเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารติดอันดับ OTOP 5 ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยปรับบทบาทเป็นการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการอาหาร ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคอุตสาหกรรมบริการ สถาบันอาหารได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายโดยนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขันของผู้ประกอบการอาหารไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเติ
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการแบ่งปันความรู้และความชำนาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบุคลากร กับนายไซมอน หวัง รองประธานกรรมการบริหาร สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน มุ่งเน้นความร่วมมือ 3 ด้าน คือ 1. ส่งเสริมการค้าและการลงทุนของบริษัทไทยและไต้หวันตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านอาหาร รวมทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจเริ่มต้น 2. การรวบรวมข้อมูลและการวิจัยร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ ศึกษากฎระเบียบของแต่ละท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาดอาหารในประเทศที่น่าสนใจ และ 3. ให้คำปรึกษาและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลไทยและไต้หวัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวยโดยใช้มาตรการต่างๆ “หลังลงนามความร่วมมือ สภาส่งเสริมการค้าและส่งออกไต้หวันจะนำบริษัทนำเข้าและค้าส่งของไต้หวันจำนวน 17 บริษัท มาร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการคลัสเตอร์มะพร้าวจากประเทศไทย มั่นใจว่าจะมีการค้าและลงทุนระหว่างนักธุรกิจ 2 ฝ่ายแน่นอน” นายยงวุฒิ กล่าว ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดทำโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับ SME ในอุตสาหกรรมมะพร้าวและสมุนไพรไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกมะพร้าวซึ่งปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ แต่มีปัญหาข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่อาจส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว จึงมอบหมายให้สถาบันอาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนพัฒนาคลัสเตอร์มะพร้าวเพื่อยกระดับศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น เช่น การให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าในเรื่องการบ่งบอกต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์การยืดอายุ และการลดกลิ่นของมะพร้าวในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยธุรกิจมะพร้าวที่เน้นมี 3 กลุ่ม คือ การผลิตกะทิสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว และเค
