สมุนไพรดูแลผิว
ปัจจุบัน ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้แนวโน้มการใช้สารจากธรรมชาติ ในการดูแลผิวพรรณ เช่น การนำไพลมาขัดผิว ได้รับความนิยมในวงกว้าง กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการเลือกใช้ประโยชน์จาก “ไพล”ว่า ไพลใช้เป็นยาปรุงในตำรับแก้ปวดเมื่อย อยู่ในยาเหลืองแก้ปวดเมื่อย อยู่ในสูตรลูกประคบแล้ว และยาสำหรับสตรีแล้ว ไพลยังถูกนำมาใช้ในด้านความงามของสตรี เนื่องจากมีกลิ่นหอม พร้อมสรรพคุณต้านแบคทีเรีย จึงช่วยให้ผิวสะอาด เนื่องจากไพลมีสารสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และลดการอักเสบได้ดี จึงมีการนำมาใช้ในตำรับความงามเพื่อดูแลสุขภาพผิว แต่การนำไพลมาใช้ดูแลผิวแนะนำว่าควรปรุงเป็นตำรับผสมกับสมุนไพรอื่นที่ออกฤทธิ์คล้ายกัน เพื่อเสริมให้ได้ผลดีเร็วขึ้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในการพอกผิว ประกอบด้วย 1. ผงไพล 2 ช้อนโต๊ะ 2. ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ 3. ดินสอพองสะตุ บดละเอียด 5 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง น้ำมะขามเปียก เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวมัน และนม เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง ผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว แต่อย่า
ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ เมื่อเห็นสาวงามที่เป็นตัวแทนจากประเทศพม่าในชุดบิกินี เข้าประกวดนางงามนานาชาติเวทีหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลานี้พม่าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ประเทศเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว พูดอย่างนี้ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นเสแสร้งแกล้งไม่ชอบชุดบิกินี เพียงแต่ว่าภาพสาวพม่านุ่งผ้าซิ่น ประแป้งตะนะคา (หรือทานาคา) ที่พวงแก้มเป็นเอกลักษณ์ ยังค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อนึกถึงคุณย่าคุณยายในชนบทเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ เห็นนังหนูกับบิกินีตัวจิ๋วยืนแอ่นระแน้ให้คนรุมดู มีหวังร้อง…อกอีแป้นแตก…กันระงม ! แต่พูดก็พูดเถอะ ผ้าซิ่้นยังมีนุ่งกันหลายประเทศ ทว่า “ทานาคา” นี่สิ เป็นแป้งสมุนไพรประทินผิว ที่จำแนกสาวมอญกับพม่าให้แตกต่างจากคนทั้งโลกอย่างแท้จริง ขนาดสาวออฟฟิศพม่าที่ว่าทันสมัย ใช้แป้งพัฟยี่ห้อหรูราคาแพงแค่ไหน แต่ก็ยังต้องรองพื้นแรกด้วย “ทานาคา” เพราะช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียน ไม่ทำหน้าพังเหมือนคอสเมติกทั้งหลาย “…ผู้หญิงพม่ามีชื่อเสียงว่าผิวหน้าเนียน เพราะพวกเธอใช้ทานาคา (Thanakha) แป้งที่ได้มาจากการนำเปลือกของต้นตะนะคามาบดให้ละเอียดใช้ป้องกันผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็น
