สับปะรดปัตตาเวีย
สับปะรด พืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ส่งออกครองอันดับ 1 ในตลาดโลกมาอย่างยาวนาน แต่ราคาสับปะรดโรงงานไม่ค่อยจะสมดุลกับต้นทุนการผลิตของชาวไร่ มักจะสวิงมาก ไม่เสถียรเท่าที่ควร ประกอบกับผลผลิตต่อไร่ที่ชาวไร่ทั่วไปทำได้ คือ 4-5 ตันต่อไร่ ยังต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของพืชชนิดนี้ จึงสะท้อนกลับมาที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า รายได้ของชาวไร่ไม่คุ้มกับการลงทุน จำเป็นต้องพัฒนาวิธีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจากเดิม คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร กูรูสับปะรดปัตตาเวีย ของจังหวัดระยอง มีวิธีการปลูกสับปะรดอย่างไร ได้ผลผลิตไร่ละ 10-12 ตัน โมเดลนี้อาจพลิกผันวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ หากคนสายสับปะรดนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ตามไปดูรายละเอียดกันครับ คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา ชาวไร่สับปะรดระดับแนวหน้าของจังหวัดระยอง ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำไร่สับปะรด มานานกว่า 20 ปี เป็นอีกผู้หนึ่ง เน้นปลูกเพื่อขายโรงงานแปรรูป และแบ่งผลผลิตตัดขายผลสดบ้างสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวม คุณชาญวิทย์ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ผ่านทางผู้เขียนไว้อย่างหมดไส้หมดพุง เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนสายสับปะรดนำไปต่อยอด น
นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2567 ของจังหวัดชัยภูมิ แหล่งผลิตสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นของ สศท.5 คาดการณ์ว่า ปี 2567 จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว จำนวน 8,149 ไร่ ลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 8,151 ไร่ เนื่องจากภาวะฝนแล้ง และฝนทิ้งช่วง คาดว่าเกษตรกรบางส่วนกังวลว่าจะกระทบแล้งจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และไม้ผลที่มีผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ทุเรียน ยางพาราที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตรวม จำนวน 38,178 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 38,187 ตัน เนื่องจากภาวะฝนแล้งและการดูแลรักษาไม่เพียงพอ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ จำนวน 4,685 กิโลกรัมต่อไร่ ลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 4,665 กิโลกรัมต่อไร่ จากการติดตามของ สศท.5 พบว่า แหล่งผลิตสับปะรดปัตตาเวียของจังหวัดชัยภูมิ ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยวมากที่สุด 3 อำเภอแรก ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอแก้งคร้อ และอำเภอเทพสถิต ซึ่งสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิ
นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสับปะรดปัตตาเวียของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปี 2566 หรือในพื้นที่นิยมเรียกว่า “สับปะรดห้วยมุ่น” โดย สศท.2 ลงพื้นที่สำรวจพบว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเนื้อที่ปลูกสับปะรดปัตตาเวียเป็นอันดับที่ 5 ของภาคเหนือ รองจากจังหวัดพิษณุโลก เชียงราย ลำปาง และอุทัยธานี ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ที่หมู่ที่ 1 บ้านห้วยโป่ง หมู่ที่ 2 บ้านห้วยมุ่น ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด และหมู่ที่ 1 บ้านนาผักฮาด ตำบลน้ำไผ่ อำเภอบ้านโคก ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2556 ทั้งนี้ สับปะรดห้วยมุ่น คือ พันธุ์ปัตตาเวีย ที่นำมาปลูกในตำบลห้วยมุ่นจนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะเด่นแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย ตาไม่ลึก ทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ สำหรับปี 2566 นับเป็นช่วงปลายของการเกิดปรากฏการณ์ลานีญ่าเตรียมเข้าสู่ปรากฏการ
สับปะรดปัตตาเวีย เป็นสับปะรดพันธุ์หนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในแถบภาคตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะในแถบอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งได้ชื่อว่า มีสภาพความเป็นกรด-ด่างสูง การปลูกพืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ แต่สามารถปลูกสับปะรดพันธุ์นี้ได้และมีรสชาติพิเศษเฉพาะ ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกกันในลักษณะต่างคนต่างปลูก เน้นส่งโรงงาน ทำให้เกิดปัญหาการตลาดเรื่อยมา คุณจันทร์ เรืองเรรา รองประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า “การที่เกษตรกรต่างคนต่างปลูก ปัญหาที่ตามมาคือ ทำให้เกิดปัญหาล้นตลาด ราคาตก เกิดปัญหายืดเยื้อยาวนาน จึงมีการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ขึ้น โดยเอาคน พื้นที่ สินค้าเป็นตัวกำหนด เข้าสู่กระบวนการมาตรฐาน GAP ได้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พอถึงรัฐบาลนี้ก็เลยเข้ากรอบนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ลดต้นทุนเกษตรกร เพิ่มผลผลิต เอาการตลาดมานำการผลิต” “ปัจจุบัน มีเกษตรกรในตำบลหนองพันจันทร์ เข้ารวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จำนวน 82 ราย พื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 1,014 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 หมู่บ้าน ซึ่งพวกเราต่างก็น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบ
เกษตรกรส่วนใหญ่ นิยมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย เพื่อส่งขายโรงงานอุตสาหกรรม มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี ลำปาง ฯลฯ นอกจากนี้ เกษตรกรบางส่วนยังนิยมปลูกสับปะรดพันธุ์นี้เพื่อขายผลสด เพราะมีรสหวานฉ่ำมีน้ำมาก ลักษณะทั่วไป คือมีใบสีเขียวเข้ม และเป็นร่องตรงกลางผิวใบด้านบนเป็นมันเงา ส่วนใต้ใบจะมีสีออกเทาเงิน ตรงบริเวณกลางใบมักมีสีแดงอมน้ำตาล ขอบใบเรียบมีหนามเล็กน้อยบริเวณปลายใบ กลีบดอกสีม่วงอมน้ำเงิน ผลมีขนาดและรูปทรงต่างกันไป มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 2-6 กิโลกรัม เปลือกผลเมื่อดิบสีเขียวคล้ำ เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มทางด้านล่างของผลประมาณครึ่งผล ก้านผลสั้นมีไส้ใหญ่เนื้อเหลืองอ่อนแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน รสชาติดี ลักษณะด้อย ไม่พบตะเกียง ไม่ทนต่อโรคเหี่ยว และต้นเน่าไม่ทนต่อโรคผลแกน รูปทรงของผลขนาดใหญ่ไม่ดี พันธุ์ปัตตาเวีย เป็นสายพันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ชาวปักษ์ใต้นิยมบริโภคผลสุกเพราะมีรสชาติอร่อย ผลอ่อนนิยมนำมาแกงส้มหรือแกงกะทิ ผลที่สุกเต็มที่ นิยมนำมาแปรรูปเป็นสับปะรดกวน แหล่งที่มา : คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม โทรศัพท์ 081-862-00
