สารพาราควอต
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 63 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกร ได้เดินทางมาที่ศาลปกครองกลาง แจ้งวัฒนะ เพื่อขอให้ศาลเปิดไต่สวนฉุกเฉินและคุ้มครองชั่วคราวการใช้สารพาราควอต ในการทำการเกษตรกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากช่วงฤดูฝน เกษตรกรหลายรายควรจะต้องได้เริ่มทำการเกษตรแล้ว แต่ติดปัญหาไม่สามารถใช้สารเคมีพาราควอตในการกำจัดศัตรูพืชได้ ส่งผลให้การทำเกษตรของเกษตรกรล่าช้า สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้กรมวิชาการเกษตร หาแนวทางการเยียวยาและหาสารทดแทนให้กับเกษตรกร ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป แต่กฎหมายกำลังจะมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 มิถุนายนนี้แล้ว หากใครฝ่าฝืนมีในครอบครอง มีโทษหนัก จำคุก 10 ปี ปรับสูงสุด ไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรกังวลใจ เพราะบางคนยังมีสารพาราควอตไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ทำการเกษตร “ในส่วนของสารทดแทน หรือสารกลูโฟซิเนต ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าสามารถนำมาทดแทนพาราควอตในการกำจัดศัตรูพืชได้นั้น ยอมรับว่า ทำได้จริงแต่มันไม่เข้มข้น ต้องใช้ปริมาณมาก มองว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะเกษตรกรซื้อพาราควอตไว้แล้ว ห
สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือและประมวลข้อมูลผลกระทบในกลุ่มอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขสุดช็อก หากเดินหน้าตามนโยบายเกษตรแบน 3 สารเคมีเกษตร เกิดความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะ ส่งผลกระทบสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องเพิ่มขึ้น สะท้อนผลงานบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สอบตกทั้งชุด ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิต อันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาล อันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตัน ต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดิบสำคัญในกิจการต่างๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทั้งในระด
สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ได้จัดการประชุมวิชาการเรื่อง “มลภาวะอากาศกับผลกระทบสุขภาพ” ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ บางส่วนของการประชุมได้มีการบรรยายถึงประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ “พาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง สร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่กลุ่มนักวิชาการและการแพทย์ในเรื่องความจำเป็นของสารกำจัดวัชพืช พาราควอต กับความจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจและปอด มีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตเพื่อฆ่าตัวตายหลายราย โดยการรักษาใช้ดินเหนียวให้ผู้ป่วยกิน ไปลบล้างพิษของพาราควอต ทำให้รักษาชีวิตไว้ได้หลายราย และได้เคยเขียนบทความส่งไปลงพิมพ์ในวารสารวิชาการหลายฉบับ จึงขออธิบายถึงประเด็นด้านสุขภาพที่หลายคนกังวลไว้ดังนี้ โรคเนื้อเน่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะ
รศ.ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช และพืชอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดเผยว่า จากประเด็นร้อนเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ และเกี่ยวเนื่องกับถั่วเหลือง เราต้องรู้ความจริงว่าการเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศ มีความจำเป็นสูงในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของไทย แต่เนื้อที่การเพาะปลูกและผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง ต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญราคาถั่วเหลืองต่ำกว่าพืชชนิดอื่น โดยราคาถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน ระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคม 2562 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 18.50 บาท ขณะที่ราคาในตลาดต่างประเทศ ถั่วเหลือง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10.45 บาท ดังนั้น การนำเข้าจากต่างประเทศจึงเป็นทางออกสำหรับการนำใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของไทย อาทิ กลุ่มสกัดน้ำมัน กลุ่มอาหารสัตว์ และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร โดยประเทศหลักที่นำเข้า ได้แก่ ประเทศบราซิล สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และแคนาดา โดยในปีที่ผ่านมา นำเข้าประมาณ 2.7 ล้านตัน (2,722,968.052 ตัน) คิดเป็นมูลค่า 37 พันล้านบาท (37,324,843,835 บาท) การนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ เป็นไปตามกฎกติกาของการค้าเสรี (Free Trade) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่
ผลไม้จันทบุรีวอดวาย ไร้สารพาราควอต เกษตรกรโอดสังคมตีตราบาป อาชญากรแผ่นดิน ล่าสุด อเมริกายืนยันพาราควอตไม่เกี่ยวกับพาร์กินสัน กลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2561 สถาบันทุเรียนไทย เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี สมาคมชาวสวนลำไย กลุ่ม Young Smart Farmer จันทบุรี จัดเสวนา “รวมพลังเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออก” พบปัญหาเกษตรกรเดือดร้อนหนัก และเสียใจกับการถูกใส่ร้ายให้เป็น อาชญากรแผ่นดิน เหตุบิดเบือนข้อมูลและข้อเท็จจริงเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหม่ ล่าสุดเดือนตุลาคมนี้เอง ทางหน่วยงาน US EPA ของอเมริกา ได้ออกมาแจ้งว่า จากการประเมินข้อมูล และหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ สรุปว่า พาราควอต ไม่ใช่สาเหตุ และไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน นายธีรภัทร อุ่นใจ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2561 เปิดเผยบทสรุปจากการเสวนาว่า “เกษตรกรเสียใจกับคำกล่าวโทษให้เกษตรเป็นประหนึ่งอาชญากรแผ่นดิน ต้นเหตุแผ่นดินอาบสารพิษ ด้วยการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นผลวิจัย ผลการตรวจสารตกค้าง ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนมากในหลายด้านทั้งในการเพาะปลูก จนถึงการดำเนินชี
พาราควอต เป็นพิษ กัญชาเป็นพิษ ยาพาราเซตามอลเป็นพิษ น้ำเปล่าเป็นพิษ หากรับเข้าร่างกายเป็นปริมาณมากเกินไป จะเปลี่ยนสรรพคุณจากคุณเป็นโทษ ดังนั้น อันตรายจึงเกิดจากการทำงานกับสารเคมีเหล่านี้ แล้วรับเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ อย่างไร สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จึงขอนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ พาราควอต โดย ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมไทย ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ไม่ใช่สารกำจัดแมลงศัตรูพืช มีคุณสมบัติทางชีวภาพ โดยออกฤทธิ์เฉพาะในส่วนที่เป็นสีเขียว (คลอโรฟิลล์) ของวัชพืชเหนือดิน เมื่อโดนแสงแดด จะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้วัชพืชเหี่ยวและแห้งตาย ออกฤทธิ์รวดเร็ว เมื่อตกลงสู่ดิน จะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคของดินอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากพาราควอตเป็นประจุบวกและดินหรืออินทรียวัตถุเป็นประจุลบ และหมดฤทธิ์ทันที จึงไม่ซึมเข้าสู่ราก ดังนั้น ที่บอกว่า พาราควอต เข้าทางรากพืชแล้วซึมเข้าสู่ต้นพืช ขึ้นไปสู่ใบพื
เกษตรกร กลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมี กำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หันมาช่วยเหลือเกษตรกร นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่างๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าส
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลาก และภาชนะบรรจุ วัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 2. การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การมีไว้ในครอบครอง และกำหนดให้มีบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการควบคุมการขาย ซึ่งวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ และ 3. การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เฉพาะวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 3 ชนิดนี้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งประกาศดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ต้องการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ต้องผ่านการอบรม และทดสอบความรู้ จึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสารเคมีดังกล่าวโดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร (ครู ข) กว่า 1,625 คน จาก สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 50 ศูนย์ทั่วประเทศได้เข้
กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าแผนปฏิบัติการอบรมการใช้ 3 สารพาราควอต ไกลโฟเชตและคลอร์ไพริฟอส งัดหลักสูตรเข้มข้นเสริมเขี้ยวเล็บวิทยากรต้นแบบ (ครู ก) จำนวน 2 รุ่น เพื่อไปสร้างเครือข่าย ครู ข ทำหน้าที่เดินสายให้ความรู้แก่เกษตรกร 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ ใช้ 3 สารอย่างถูกต้องและปลอดภัย พร้อมเชื่อมั่นหลัง 180 วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ปริมาณการนำเข้าและการใช้ 3 สารของไทยจะลดฮวบและเลิกใช้อย่างยั่งยืนแน่นอน ระหว่างวันที่ 24-25 เม.ย ที่ผ่านมา กรมวิชาเกษตร ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากรครู ก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 2 รุ่น รวม 240 คน เพื่อสร้างเป็นวิทยากรต้นแบบในถ่ายทอดความรู้การจำกัดการใช้ 3 สาร คือ พาราควอต ไกลโฟเชตและคลอร์ไพริฟอสอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อไปยังวิทยากร ครู ข ที่เป็นหน้าที่จาก 3 หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว) กล่าวว่า หลังจากมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 เม.ยที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรก็เร่งเดินหน้าแผนปฏิบัติการฝึกอบรมการใช้ 3 สาร(พาราควอต ไกลโฟเชตและคลอร์ไพริฟอส)ภายใ
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมร่วม 3 กระทรวงเพื่อหาผลกระทบจากการใช้พาราควอต สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน เพื่อสรุปข้อมูลและส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมกรรมการเฉพาะกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า สธ.ยืนยันตามตามมติเดิมของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และจากการสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน ซึ่งควรระงับการใช้สารพาราควอตภายใน 2 ปี พร้อมทั้งให้มีการหาสารทดแทนนั้นจึงต้องมีการประชุม เพื่อสรุปผลกระทบจากการใช้สารเคมีพาราควอต และเสนอต่อยังคณะอนุกรรมกรรมการเฉพาะกิจ ที่มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน เพื่อจะพิจารณาในช่วงเดือนมีนาคมนี้ “ ในการประชุมมาจากการที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพาราควอต และผลกระทบจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชดังกล่าว เ
