สารอารักขาพืช
ในโลกการเกษตรสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายรอบด้านกำลังทดสอบศักยภาพการผลิตของไทย ทั้งสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ การระบาดของแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้น และปัญหาการดื้อสารเคมีที่บังคับให้เกษตรกรต้องพ่นสารบ่อยครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อ ต้นทุน เวลา และสิ่งแวดล้อม การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความอยู่รอดและความยั่งยืนทางอาหารของประเทศ เพื่อตอบโจทย์นี้ ซินเจนทา (Syngenta) ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรระดับโลก ได้เปิดตัว “พลินาโซลิน” (Plinazolin™) สารออกฤทธิ์รุ่นใหม่ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างยาวนานจากหลายประเทศทั่วโลก นวัตกรรมนี้ถูกวิจัยและพัฒนามาเพื่อพลิกเกมการจัดการศัตรูพืชยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมีซ้ำซ้อน ลดความสูญเสียของผลผลิต และนวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่คือการสร้างความมั่นใจว่าภาคการเกษตรไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทาย ปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และเดินหน้าสู่ความยั่งยืน พลินาโซลิน (Plinazolin™) เป็นสารออกฤทธิ์ใหม่ (New Mode of Action) ที่จัดอยู่ใน IRAC กล
นายนาโอกิ โมโตะยามะ อดีตกรรมการ สมาพันธ์การขึ้นทะเบียนสารจำกัดศัตรูพืชประเทศญี่ปุ่น แถลงข่าวความท้าทายใหม่ของเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรียนรู้ เข้าใจต่อการใช้สารอารักขาพืชบนรอยต่อของยุคออแกนิค จัดโดยครอปไลฟ์เอเชีย ว่า จากกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น การใช้สารอารักขาพืชและเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการเพาะปลูก สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรได้20-40% และยังช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาการทำการเกษตรลงจาก 50 ชั่วโมง (ชม.) เหลือเพียง 1.7 ชม. ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นประเทศทำการเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ญี่ปุ่นทำเกษตรอินทรีย์เพียง 0.24% เท่านั้น ที่เหลือ99%ทำเกษตรแบบวิธีปกติ ที่ใช้สารอารักขาพืชเข้ามาช่วยในการเพาะปลูก ภายใต้หลักการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ และการใช้สารอารักขาพืชของเกษตร ตามคำแนะนำของฉลาก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการใช้สารอารักขาพืชต่อทั้งตัวเกษตรกรผู้ปลูกและผู้บริโภค “ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเห็ดชิทาเกะ จะมีสารตกค้างจากการใช้สารอารักขาพืชภายใต้การบริหารจัดการที่คุณภาพ เพียง 0.06 พีพีเอ็มเท่านั้น ซึ่งเป็นไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพในต
