สารเคมีเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ในการทำการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสิทธิภาพการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ได้แก่ ทิศทางและความเร็วลม อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และโอกาสการเกิดฝนตกในขณะพ่นสาร ซึ่งปัจจัยต่างๆ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการตกค้างของละอองสารในพื้นที่เป้าหมายและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนพ่นสารเคมีฯ ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามหลัก 3 ถูก เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมศัตรูพืช คือ 1. ถูกเวลา โดยพ่นในตอนเช้าหรือเย็นซึ่งมีอุณหภูมิต่ำและความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 70% เพื่อให้พืชดูดซึมสารได้ดีที่สุด ควรตรวจสอบสภาพอากาศ และหลีกเลี่ยงการพ่นสารเมื่อมีแนวโน้มว่าฝนจะตกภายใน 1-4 ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อป้องกันการชะล้างสารไปโดยไร้ประโยชน์ 2. ถูกชนิด หากจำเป็นต้องพ่นสารในฤดูฝนหรือช่วงที่ฝนตกบ่อย ควรเลือกสารประเภทดูดซึม (Systemic) ซึ่งพืชจะดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ภายใน 1-4 ชั่วโมง ทำให้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ดีกว่าสารประเภทสัมผัสตาย ที่สารอาจถูกฝนชะล้างไปก่อนจะสัมผัสและ
19 องค์กรเกษตร เอาจริง ยื่นค้านแบน 3 สารเคมีเกษตร หวั่นรัฐมนตรีกลับคำ เตรียมฟ้องทุกรายหากลงนามแบน 3 สารเคมี พร้อมลั่นประกาศเกษตรกรไทยไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ 19 องค์กรเกษตร ยื่นคำขาดหลังประชุมร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เหตุพบกันครั้งก่อน รับปากนำข้อมูลไปพิจารณาใหม่ แต่กลับเร่งลงนามประกาศแบน 3 สารเคมี กลุ่มเกษตรกรร่วมประกาศสัตยาบัน แบนพรรคประชาธิปัตย์ หากแบน 3 สารฯ เล็งฟ้องทุกรายที่ร่วมลงนาม นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิก 3 สารเคมีเกษตร ผลออกมาชัดเจนแล้วว่า ร้อยละ 75 ไม่ต้องการให้แบนสารเคมีเกษตร จากกลุ่มตัวอย่าง 48,789 ราย แต่ในความเป็นจริงมีเกษตรกรอีกกว่า 1.5 ล้านราย ได้แสดงความจำนงต้องการใช้และไม่ต้องการแบนผ่านการเข้ารับการอบรมเพื่อขอซื้อและใช้สารเคมีดังกล่าว ควรนับรวมเป็นคะแนนที่คัดค้านการแบน ซึ่งจะส่งผลให้รวมแล้วเกือบ 100% ไม่ต้องการให้แบนสารฯ ดังกล่าว ดังนั้น ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา จำเป็นต้องนำมาพิจารณาใหม่ โดยร
เกษตรกร กลุ่มอ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ประสบปัญหาหนัก ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตพุ่ง แถมซ้ำเติมด้วยมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมี กำจัดศัตรูพืช วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หันมาช่วยเหลือเกษตรกร นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาของราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่างๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าส
เมื่อวันที่12 มิ.ย. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครเกษตรกรที่ต้องใช้ สารจำกัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส เพียงสมัครด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกวันตามเวลาราชการ เกษตรกรเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ และเข้าทดสอบตามวันเวลาที่เลือก เกษตรกรที่สอบผ่านจึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสาร นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ออกประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน เป็นต้นไป (20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ประกาศฯ ดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้สาร ผู้รับจ้างพ่น จะต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย
