สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
รศ.ดร.อารียา ฤทธิมา ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะนักวิจัย โครงการวิจัยเข็มมุ่งการบริหารจัดการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ระยะที่ 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยถึง พายุเตี้ยนหมู่ (Dianmu) กับสถานการณ์น้ำและพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม วิเคราะห์ฐานข้อมูลอุทกวิทยาและแนวทางการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก พร้อมพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิผลแบบจำลอง ตอบประเด็นคำถามสำคัญ พยากรณ์ฝนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ ชี้บริเวณเหนือเขื่อนยังมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนท้ายเขื่อนมีฝนตกหนักต่อเนื่องในบางพื้นที่ เขื่อนเจ้าพระยาต้องระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาทีในช่วงนี้ คาดแนวโน้มพื้นที่เกษตรกรรม เขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก และตะวันออก อาจได้รับผลกระทบเพิ่มสูงขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ อิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่ (Dianmu) พายุหมุนเขตร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวางนาม ประเทศเวียดนาม และพัดเคลื่อนตัวมายังทิศตะวันตกกลายเป็นพายุดีเปรสชั่น เคลื่อนปกคลุมบริเวณจังหวัดอำนาจเจริญ และอุบล
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เข้ารับประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลบุษราคัม ที่เปิดเป็นโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยโควิด-19 จากนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในพิธีปิดโรงพยาบาลบุษราคัม โดยมี นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขและผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุษราคัม และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมในพิธีปิดฯ ณ อาคารอิมแพคชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จ.นนทบุร ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าในส่วนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำนวัตกรรมห้อง ICU ความดันลบเคลื่อนที่ นวัตกรรมชุดหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะ ชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (PAPR) พร้อมทั้งหน้ากากอนามัยชนิด KN95 และหน้ากากอนามัย N-Breeze ที่ วช.ให้การสนับสนุนทุนวิจัย ไปมอบให้โรงพยาบาลบุษราคัม เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์รับมือกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากประสบการณ์และภูมิปัญญาของคนไทยซึ่งเป็นฐานรากที่มั่นคงในการเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยในปี 2559 วช. ได้สนับสนุนการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาแก้วคริสตัลปราศจากตะกั่วและการประดิษฐ์แก้วคริสตัลบาง” ภายใต้แผนงานเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านวัสดุนาโนและนาโนเทคโนโลยี นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. กมลพรรณ เพ็งพัด นักวิจัย สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ ปัจจุบัน ทีมนักวิจัย มช. ได้พัฒนา “การประดิษฐ์แก้วคริสตัลบางเพื่อประยุกต์เป็นกระจกโบราณ” ร่วมกับโรงงานการผลิตกระจกโบราณของ นายรชต ชาญเชี่ยว และคณะ เพื่อพัฒนาสูตรกระจกโบราณใหม่ๆ เป็นกระจกจืนและกระจกเกรียบ จนสามารถนำกระจกจืนและกระจกเกรียบไปบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุได้หลายแห่ง และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบประดับกระจกจืนและกระจกเกรียบที่สามารถนำไปใช้งานในการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุ อีกทั้งสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้กระจกจืนและกระจกเกรียบตกแต่งเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต เมื่อวันที่ 9 ธันว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตรวจเยี่ยมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมมอบนโยบายและเยี่ยมชมนิทรรศผลงานวิจัยกว่า 70 ผลงาน ที่ตอบโจทย์รัฐบาล มุ่งพัฒนาภาคสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและภาคเกษตร เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตรวจเยี่ยมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเยี่ยมชมนิทรรศการงานตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อันเป็นผลการดำเนินงานการบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม และกิจกรรมตามภารกิจของ วช. พร้อมทั้งมอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่ วช. โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ วช. และคณะนักวิจัยให้การต้อนรับ หลังเยี่ยมชมนิทรรศการและมอบนโยบายแก่ วช. แล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงเรื่องของขวัญปีใหม่ ที่ อว.จะมอบให้แก่คนไทย โดยในส่วนของ วช. นั้นจะมอบเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศระบบเซ็นเซอร์ (Dust Boy) จำนวน 500 เครื่อง เพื่อให้คนไท
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ร่วมลงนามใน MOU ว่าด้วยการประสานความร่วมมือสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ มหาวิทยาลัยเกริก ณ เวที Highlight Stage มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๓ Thailand Research Expo ๒๐๒๐ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดย วช. จะให้การสนับสนุนงบประมาณหลักในด้านการบริหารจัดการในการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย การติดตามโครงการ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ตามความเหมาะสม และสนับสนุนทุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และทาง มหาวิทยาลัยเกริก ได้มีการสนับสนุนให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภายใต้เป้าหมายเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นบนฐานทุนทางสังคม ภูมิปัญญา และทรัพยากรในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อเสริมสร้างความเข้ม
วช. สนับสนุน “มทร. กรุงเทพ” พัฒนานวัตกรรมผ้าขาวม้า สร้างอัตลักษณ์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดราชบุรี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดคณะสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริศร์ เทียนประเสริฐ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามผลงานวิจัยการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านผ้าไทย และการท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผ่านมา วช. ได้สนับสนุนการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชน สังคม เพื่อดำเนินการพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบในพื้นที่ภาคกลาง : กลุ่มหัตถกรรมสิ่งทอแก่ ดร.พีรยา สระมาลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าให้มีคุณภาพ สามารถเพิ่มมูลค่า และช่องทางการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดราชบุรี มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม และประเพณี อันเป็นลักษณะเด่นของท้องถิ่นสืบทอดมาแต่โบราณกาล ทีมนักวิจัยจึงได้นำองค์ความรู้ด้านการทอ การย้อม การออกแบบลวดลายมาพัฒนาสินค้า
ข่าวดี! นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมจับมือเอกชนเปิดตัว “แอนตาเวียร์” นวัตกรรมสมุนไพรไทยเสริมภูมิต้าน โควิด-19 ผลิตผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมยกระดับวงการแพทย์ไทย นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับ บจก.เมดิกรีน เปิดตัว “แอนตาเวียร์” นวัตกรรมสมุนไพรไทยต้านโควิด-19 ด้วยเทคโนโลยีกระบวนการสกัดสมัยใหม่ และเทคโนโลยีห่อหุ้มสารสำคัญ และบริษัทฯ โดยนวัตกรรมสมุนไพรดังกล่าวจะช่วยเสริมภูมิร่างกาย ต้านการอักเสบ ยับยั้งพายุไซโตไคน์ และลดการขยายตัวของไวรัส ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางรอดในการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงโรคโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง นายแพทย์อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 5 หรือมากกว่า 6 แสนคนทั่วโลก ทำให้คณะแพทยศาสตร์ สจล. ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะการคิดค้นยาต้านไวรัสที่ดีและปลอดภัย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการแพร่เชื้อง่ายและมีความรุนแรง
