สิงคโปร์
กรมปศุสัตว์ เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ หลังสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก พร้อมทำสถิติเป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี 2541 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล “ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจน
องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง จะมีสัดส่วนคิดเป็นเกือบ 70% ของจำนวนประชากรโลก หรือราว 6.4 พันล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 54% หรือเกือบ 4 พันล้านคนในปี 2558 ขณะที่จำนวนคนเมืองในกลุ่มประเทศเอเชีย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 1.6 พันล้าน เป็น 3 พันล้านคนในปี 2593 มหานครทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะมาพร้อมกับจำนวนประชาการที่เพิ่มขึ้น เช่น คุณภาพชีวิต การจัดการขยะ ระบบขนส่งสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการปัญหาที่รอการแก้ไข และริเริ่มโครงการใหม่ๆ ที่ทำให้เมืองมีความน่าอยู่และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (Sustainability Expo 2023) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่าประเด็นเรื่องความยั่งยืนดูยังเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไป แต่หากพูดถึงคุณภาพชีวิต คนจำนวนมากจะเชื่อมโยงกับประเด็นนี้ได้มากกว่า แม้ กทม. จะเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ในการจัดอันดับความเป็นเมืองน่าอยู่ (Global Liveability Index) ปี 25
ฉบับที่ผ่านมา เคยเล่าเรื่อง วิวัฒนาการการผลิตอาหาร เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ประชากรโลกแตะ 9 พันล้านคน ในปี พ.ศ. 2593 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า ที่จะไม่ใช่แค่คิดว่าจะหาอาหารเลี้ยงคน 9 พันล้านคน ให้อิ่มท้องทั่วถึงได้อย่างไร แต่ต้องคิดว่า จะผลิตอาหารมหาศาลได้อย่างไร โดยไม่ทำลายทรัพยากรที่มีอยู่น้อยนิดนี้ไปในคราวเดียวกัน หลังจากที่องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ U.N. Food and Agriculture Organization (FAO) บอกว่า อุตสาหกรรมการเกษตร หรือการผลิตอาหารนี่แหละ เป็นต้นเหตุสำคัญของมลภาวะทางอากาศ ทำให้ความหลากลายทางชีวภาพลดลง ทำให้โลกร้อน และดินเสื่อมสภาพ โจทก์ใหญ่ของโลกคือ ต้องผลิตอาหารมหาศาลในพื้นที่น้อยและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย หลังคิดนับสิบปี นักวิทยาศาสตร์ กับนักโภชนาการหันไปพึ่งพาการผลิตอาหารในห้องทดลองหรือในหลอดแก้ว ที่ว่ากันว่าจะลดการใช้ทรัพยากรลง 78-96% และไม่ต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการผลิตเช่นที่ผ่านมา แค่เอาสเต็มเซลล์ของพืชผักหรือสัตว์มาเพาะเลี้ยงให้อาหารที่จำเป็นเหมือนเราเลี้ยงเด็กหลอดแก้ว การผลิตผักและผลไม้ในห้องทดลองนั้น ทำกันมาพักใหญ่แล้ว คือจากเซลล์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากลายเป็
อยู่สิงคโปร์เดือนก่อน ไปหาซื้อผักจะทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน ซื้อผักสารพันเรียบร้อยแล้ว พากันไปดูผักไทยๆ ที่ตลาดไทยแถวย่าน Golden Mile อยากได้โหระพามาใส่ในน้ำซุป กับเอามารับประทานกับเปาะเปี๊ยะ ปกติซื้อผักหรืออะไรต่อมิอะไรจะรีบซื้อ เพราะเวลาที่สิงคโปร์เป็นเงินเป็นทอง แต่คราวนี้ได้มีเวลาพินิจพิจารณา ผักที่เคยเห็นขายกันมากมายที่เมืองไทย กับตอนที่มาปรากฏกายในร้านที่สิงคโปร์ ผักที่ขายในตลาดไทยทั่วโลก ก็จะมีเยี่ยงนี้ คือมีแทบทุกอย่างที่เมืองไทย แต่ฉันสังเกตว่าผักที่ขายในสิงคโปร์จะสดกว่า และไม่ต้องใช้ความเย็นประคบประหงมมากนัก วางไว้เฉยๆ ก็ยังสด อาจเพราะขนส่งมาไม่ไกล แต่ที่ประหลาดใจคือ แม้จะอยู่ไกลกว่ามาก แต่ราคาผักที่สิงคโปร์ไม่ได้ถูกไปกว่าผักที่ขนไปไกลถึงอเมริกา หรือยุโรป เอาอย่างง่ายสุด ตะไคร้ ที่นี่ขายมัดละ 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 40 บาท มีราว 3-4 ต้น ที่อเมริกาก็ขายราคาประมาณนี้ ชะรอยมันจะเป็นไปตามค่าครองชีพของแต่ละที่ เพราะสิงคโปร์ถูกจัดเป็นเมืองค่าครองชีพสูง (ซึ่งฉันจะเถียง หากมีโอกาสต่อไป) ดูในภาพ จะเห็นว่าแตงกวาจากเมืองไทย ขายถุงละ 40 บาท โดยประมาณ นับลูกก็ตกลูกละ 10 บาท เครื่องปรุงต้
