หนูนา
หนูพุก คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี เป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน ซึ่งในปัจจุบันหายาก ในขณะเดียวกัน ได้มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันมาเพาะพันธุ์หนูพุกขายสร้างรายได้กันเป็นกอบเป็นกำ เพราะบางคนบอกว่าเนื้อของหนูพุกอร่อยนำมาย่างหรือผัดเผ็ดรสเลิศ ชนิดที่ว่า “เอาหมูมาแรกหนูก็ไม่ยอม” คุณชฎาพร เบ็ญมาศ หรือ ครูเวย์ อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ครูสอนดนตรีผู้มีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงหนูพุกขาย ครูเวย์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี คณะครุศาสตร์ เอกดนตรีศึกษา ปัจจุบัน เป็นครูสอนดนตรีอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี เริ่มต้นเลี้ยงหนูพุกได้อย่างไร ครูเวย์ เล่าว่า ที่บ้านพ่อและแม่ทำไร่ทำสวน ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยอยู่แล้ว ตนจึงได้คลุกคลีอยู่กับไร่กับนามาตั้งแต่เด็ก หนูก็กินบ่อย อีกทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็บริโภคหนูกันเป็นประจำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบรสชาติของหนู คิดว่าอร่อยเนื้อนุ่ม หากจะเพาะเลี้ยงหนูขายเองได้จะดีแค่ไหน เพราะในปัจจุบันหากินได้ยาก ราคากิโลกรัมหรือตัวละ 100-200 บาท จึงมองเห็นช่องทางสร้างอาชีพจากตรงนี้ เมื่อมองเ
อำเภอเทพารักษ์ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ที่ตั้งอยู่ห่างไกลตัวจังหวัดมากกว่า 200 กิโลเมตร ค่อนมาทางจังหวัดสระบุรีมากกว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ของอำเภอเทพารักษ์ ประกอบอาชีพทำไร่ เป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย และไร่ข้าวโพด คุณเนตรนภา มั่นคง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 บ้านวังทรายทอง ตำบลหนองแวง อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ทำไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลัง ตามเกษตรกรส่วนใหญ่และพื้นที่ที่อำนวย เมื่อต้นปี 2562 คุณเนตรนภาและสามีคือ คุณประเทือง มั่นคง เริ่มมองความแตกต่างในอาชีพ ต้องการหารายได้เสริมจากการทำไร่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากยูทูป และสนใจการเลี้ยงหนูนา จึงเริ่มหาแหล่งซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเป็นต้นทุนของฟาร์ม สรุปไปได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากอำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ฟาร์มใหญ่ที่เจ้าของฟาร์มแจ้งไว้ว่า หากเลี้ยงแล้ว ไม่มีที่จำหน่าย ทางฟาร์มรับซื้อคืนในราคากิโลกรัมละ 150 บาท ยิ่งทำให้คุณเนตรนภาและสามี รู้สึกใจชื้นขึ้นมาก เพราะอย่างน้อย หากเริ่มเลี้ยงไปแล้วประสบภาวะขาดทุนหรือไม่มีที่จำหน่าย ก็ยังมีฟาร์มใหญ่รับซื้อคืน ราคาพ่อพันธุ์แม่
คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ท้องทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อตรวจติดตามการปลูกข้าวนาปี 2560 ฝนที่ตกกระจายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้แปลงนาที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ส่วนแปลงนาในที่ดอน ความชุ่มชื้นจะพอเหมาะพอดี ชาวนาส่วนใหญ่จะทำนาหว่านสำรวยหรือ นาหว่านข้าวแห้ง โดยนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบล ออกรณรงค์การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่พอเหมาะพอดี จากอัตราที่เกษตรกรเคยใช้ 25-30 ก.ก./ไร่ เหลือ 12-15 ก.ก./ไร่ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและให้รวมกลุ่มกันจัดจ้างรถแทรกเตอร์ไถหว่าน เพื่อการลดต้นทุนลง หลังหว่านข้าวแห้ง เรียบร้อยแล้ว “ศัตรูพืช” ที่สำคัญคือ “หนูนา” เป็นปัญหาหลักของเริ่มต้นฤดูกาลทำนา เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ชาวนาควรป้องกันกำจัดโดยวิธีผสมผสาน ใช้กับดัก บ่วง แร้ว ทำความสะอาดคันนาให้โล่งเตียน ไม่เป็นที่อยู่อาศัยของหนูได้ หรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือศัตรูธรรมชาติ เช่น งู นกฮูก เหยี่ยว ที่เป็นมิตรแท้ของชาวนา คอยจับกินหนูทั้งกลางวัน กลางคืน สุดท้ายคือการใช้สารเคมี ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ คุณอภิฉัตร ภูสนาม ผญบ.หมู่ที่ 5 ต.หินกอง อ.สุวรรณภูมิ บอกว่า มีวิธีหลอกให้หนูขุดคุ้ยหาเหยื
หนู เป็นศัตรูพืชที่สำคัญ ทำลายผลผลิตพืชในทุกฤดูกาล แพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แพร่โรคฉี่หนู ทำให้คนเจ็บป่วยถึงตายได้ เกษตรอำเภอน้ำปาด แนะนำการป้องกันกำจัดหนู และเตือนระวังการติดเชื้อโรคฉี่หนู “นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช” เกษตรอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ แนะนำว่า หนูเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ มีมากมายหลายประเภท ได้แก่ หนูพุกใหญ่ หนูพุกเล็ก หนูนาเล็ก หนูนาใหญ่ หนูหริ่งหางสั้น หนูหริ่งหางยาว หนูท้องขาว หนูป่ามาเลย์ หนูบ้านมาเลย์ หนูฟันขาวใหญ่ หนูฟานเหลือง หนูท้องขาวสิงค์โปร หนูจี๊ด ซึ่งมักจะระบาดทำลายใน นาข้าว ไร่ถั่ว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง สวนปาล์มน้ำมัน สวนมะพร้าว ในไร่นา ยุ้งฉาง รถบรรทุกผลผลิต คอกปศุสัตว์ บ้านเรือนฯลฯ แนะนำให้ทำการป้องกันกำจัดหนูอย่างต่อเนื่อง และกว้างขวาง หนูนอกจากจะเป็นศัตรูพืชที่สำคัญแล้ว ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อ “โรคฉี่หนู” หรือ “โรคเลปโตสไปโรซีส (leptospirosis หรือ Wail’s disease) เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณะสุข ที่พบเจออยู่ประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อัตราการแพร่เชื้อจะมีมากในช่วงฤดูฝน ในสภาพที่มีน้ำท่วมขังนานๆ เช่นแปลงนาข้าว หรือสภาวะน้ำท่วมภัย
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม การหาหนูนากลายเป็นของคู่กันกับท้องถิ่นที่มีอาชีพการทำนา ซึ่งสามารถหาได้ทั้งช่วงทำและหลังทำนา ด้วยเครื่องมือหลากชนิด แต่ชาวบ้านในบริเวณทุ่งนาตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการทำลวดผูกติดกับไม้ไผ่ทำเป็นบ่วงจับหนูนาขาย บวกความขยันความชำนาญในการดูทางเดินของหนูนา วางบ่วงตามเส้นทางเดินของหนู ตามหัวไร่ปลายนา จนสามารถจับหนูนาส่งขายเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว นายสมพงษ์ ศิริสุข อายุ 63 ปี ประชาชนในหมู่ 4 ตำบลราชสถิตย์ เปิดเผยว่า ตนเป็นข้าราชการเกษียณและได้หาหนูนาขายเป็นอาชีพเสริม ซึ่งต้องใช้ความขยัน อดทนและสำคัญต้องมีความรู้และความชำนาญในการดูทางเดินของหนู แต่นับเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงาม โดยการใช้ไม้ไผ่มาผ่าเป็นท่อนแล้วเหลาทำเป็นคันดักหนู กว้าง 2 เซนติเมตร สูงประมาณ 90 เชนติเมตร ผูกด้วยลวดทำเป็นบ่วงสำหรับดักหนูประมาณ 100 อัน พร้อมทำการติดธงสัญลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อสะดวกในการเก็บกู้ พอเข้าช่วงเย็นก็จะขี่รถจักรยานยนต์พร้อมลูกชาย ออกไปเก็บบ่วงกับดักหนูตามคันสวนและตามคันนาที่คาดว่าจะมีหนูนาอาศัยอยู่ โดยต้องหาดูร่องรอย ทางเดินของหนูนา
วันที่ 1 มีนาคม 2560 นายเชาวฤทธิ์ แสนปรางค์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 2 บ้านมะค่า อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตนเองทำงานเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลมะค่า มักใช้เวลาว่างจับหนูนาที่อาศัยตามธรรมชาติมาขายและทำเป็นอาหาร โดยพื้นที่ตำบลมะค่าเป็นพื้นที่ที่ติดน้ำชีและมีพื้นที่การทำนามาก จึงมีหนูนาหรือที่ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกกันว่า “หนูพุก”มาหาอาหาร ซึ่งหนูนา ถือเป็นศัตรูของข้าว มักจะกัดกินต้นข้าวรวมถึงผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรได้รับความเสียหาย ตนจึงได้ออกหาหนูนามาทำกินเป็นอาหาร ส่วนที่เหลือก็นำออกขาย นายเชาวฤทธิ์ กล่าววว่า ช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวในปีที่ผ่านมาตนเองไปดักหนูนามาได้ทีละ 20-30 ตัว จึงนำไปขาย โดยลูกค้ามักจะเลือกซื้อตัวใหญ่ไป เหลือตัวเล็กกลับมาบ้าน จึงลองนำมาปล่อยใส่บ่อซีเมนต์ที่เคยเลี้ยงจิ้งหรีด หวังเลี้ยงให้ตัวโตก่อนนำไปขายอีกครั้ง ต่อมาเห็นหนูนาตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงลองจับหนูนาตามธรรมชาติมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น พร้อมกับทดลองคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงเป็นคู่เพื่อหวังให้แพร่พันธุ์ต่อ จนในที่สุดจึงประสบความสำเร็จมีลูกหนูเพิ่มจำนวนขึ้น จึงได้เลิกเลี้ยงจิ้งหรีดแล้วขยายพ
ชาวบ้านยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ จับหนูนามาเพาะเลี้ยง เริ่มต้น 200 ตัว เพียง 2 เดือนขายได้เงินแล้วกว่า 4 หมื่นบาท เผยหนูนาเป็นอาหารพื้นบ้านหน้าแล้งนับวันจะหายาก จึงหาจับมาเพาะเลี้ยงจำหน่าย ปีใหม่มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะพากันหาจับหนูนาตามหัวไร่ปลายนามาประกอบอาหาร นิยมนำมาย่าง ผัดเผ็ด อ่อม ซึ่งรสชาติของเนื้อหนูนาในหน้าแล้งจะนุ่ม มันดี ให้ไขมันและโปรตีนสูง โดยจะออกหาจับด้วยวิธีการต่างๆ เช่น กับดัก แร้ว ใช้พลุหรือหน้าไม้ยิง หาขุดตามรู ตามความถนัด นายชาญชัย กล่าวอีกว่า เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป นับวันหนูนาจะหาจับยากมากขึ้น ตามหมู่บ้านทั่วไปจึงมีธุรกิจซื้อขายหนูนาเกิดขึ้น ราคาตั้งแต่ตัวละ 80-200 บาท ตามขนาด ซึ่งตนเองก็เคยจับหนูนามารับประทานและแบ่งขายให้เพื่อนบ้าน พอมีรายได้เสริมเข้าครัวเรือนในฤดูแล้งเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อเห็นว่ากระแสความนิยมบริโภคหนูนาสูงและราคาดี จึงเกิดไอเดียเลี้ยงหนูนาขาย เริ่มต้นโดยนำอิฐบล็อคและสังกะสีมาทำเป็นโรงเรือนหรือคอกเพา
