หอยแครง
“หอยแครง” เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ขายได้ราคาสูงถึง 120-150 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่การเลี้ยงอยู่แถบชายฝั่งทะเล เกษตรกรนิยมเก็บลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาหว่านเลี้ยงประมาณ 1–2 ปี ก่อนจับผลผลิตออกขาย หลายปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรมลงและเกษตรกรจับลูกพันธุ์หอยแครงจากธรรมชาติจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณลูกพันธุ์หอยแครงในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2530 กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ทำหน้าที่บุกเบิกวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยแครงสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ขณะนั้นกำลังการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟักยังไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง จึงเน้นการปล่อยเสริมในธรรมชาติเป็นสำคัญ ในปี 2567 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงจำนวนทั้งสิ้น 1,892 ฟาร์ม มีผลผลิตรวมเพียง 27,231.05 ตัน ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 28.63 เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน ทุกวันนี้ ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าลูกพันธุ์หอยแครงจากต่างประเทศมากถึง 140.4 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่ยังไม่เพีย
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “หอยแครง” เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึง 120-150 บาทต่อกิโลกรัม โดยเกษตรกรนิยมเลี้ยงในพื้นที่ชายฝั่งด้วยการเก็บลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาหว่านเลี้ยง ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 1–2 ปี จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อจำหน่าย สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการจับลูกพันธุ์หอยแครงจากธรรมชาติจำนวนมาก ประกอบกับสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรม ส่งผลให้ปริมาณลูกพันธุ์หอยแครงในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2530 กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้เป็นหน่วยงานที่บุกเบิกการศึกษาวิจัยเพื่อเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยแครงสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของงานวิจัยเพาะพันธุ์หอยแครง ในประเทศ แต่ด้วยขณะนั้นกำลังการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟักยังไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง จึงเน้นการปล่อยเสริมในธรรมชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการนำเข้าลูกพันธ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนประมงสมุทรสงครามคิกออฟโครงการ “กองทุนปลากะพง” เป็นแนวทางช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านประมงสมุทรสงครามย้ำการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำช่วยลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำได้ พร้อมเดินหน้าเปิดรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อทำน้ำหมักชีวภาพเพิ่มอีก 5 หมื่นกิโลกรัม เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหมู่ 4 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับประมงจังหวัดสมุทรสงคราม และซีพีเอฟ รับมอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ภายใต้โครงการกองทุนปลากะพง ความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-เกษตรกรในการควบคุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ เกษตรกรนำปลากะพงขาวไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้ทำหน้าที่เป็นปลานักล่าปลาหมอคางดำในบ่อ ช่วยให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ปู และหอยแครง ในระบบกึ่งธรรมชาติลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดปลาหมอคางดำ และเพิ่มผลผลิตอย่างมีเสถียรภาพ เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพ กิตติพิชญ์ ตุ้มน้อย เกษตรกรเลี้ยงหอยแครง เล่าว่า เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่สมุทรสงครามได้ปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากปลาหมอคางดำ โดยการอ
“เดินทางมาถึงเมืองสุราษฎร์ ถิ่นหอยใหญ่ ถ้าพาดเรื่องหอย ก็คงจะเสียดายแย่” แน่นอนว่าหากพูดถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ้ามีโอกาสเดินทางมาถึง เรื่องที่ต้องห้ามพลาดคือเรื่องหอย ดังคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ” เนื่องด้วยจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีภูมิประเทศหลากหลาย มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เหมาะกับทำอาชีพประมงเป็นอย่างยิ่ง อ่าวบ้านดอน ถือเป็นอ่าวที่สำคัญ มีขนาดใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิด นอกจากพื้นที่อ่าวบ้านดอนยังเป็นแหล่งทำการประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรม จึงถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนเมืองสุราษฎร์ คุณลุงประกิต คงบุญรักษ์ อยู่บ้านเลขที่ 3/4 หมู่ที่ 2 ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบอาชีพเลี้ยงหอยแครงมานานกว่า 20 ปี นับได้ว่าเป็นฟาร์มที่มีพื้นที่เลี้ยงหอยแครงใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด แต่ก่อนที่จะมาเป็นชาวประมง คุณลุงประกิตทำงานรับราชการ
การเลี้ยงหอย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นิยมทำกัน ทั้งนี้ เพราะพื้นที่หลายอำเภอติดกับอ่าวบ้านดอน การเลี้ยงหอยแครง ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี และอาจดีกว่าอาชีพอื่นที่เคยทำมา ถึงแม้จะมีการลงทุนบ้าง แต่ก็เป็นการลงทุนใหญ่เพียงครั้งเดียว ถึงแม้จะมีรายได้จากการเลี้ยงหอยแครงเพียงปีละครั้ง จนในปัจจุบันชาวบ้านเลี้ยงทั้งหอยแครงและหอยนางรมคู่กัน แต่ที่สร้างรายได้ดีมากคือ หอยแครง ส่วนตลาดที่จำหน่ายมีทั้งในและต่างประเทศ เช่น ที่ลาว หรือจีน ส่วนหอยนางรมจะขายภายในประเทศเท่านั้น “หอยแครงที่ใช้เลี้ยง มีจำนวน 5,000 ตัว ต่อกิโลกรัม เป็นหอยแครงขนาดไม่ใหญ่ และหอยแครงขนาด 1,000 ตัว ต่อกิโลกรัม” คุณประกิต บอกว่า อายุการเลี้ยงหอยแครงกระทั่งเก็บขาย ถ้าเป็นพันธุ์หอยแครงจากมาเลเซียที่เคยซื้อมาเลี้ยงจ ะใช้เวลา 18 เดือน แต่พอมาใช้หอยแครงไทย ใช้เวลาเพียง 12 เดือน เท่านั้น #หอยแครง #หอยแครงสุราษฏร์ #เก็บหอยแครง #เลี้ยงหอยแครง
การเลี้ยงหอย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่นิยมทำกัน ทั้งนี้เพราะพื้นที่หลายอำเภอติดกับอ่าวบ้านดอน อ่าวบ้านดอน เป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ทั้งนี้ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ และสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ รวมไปถึงแร่ธาตุทางอาหารและผลผลิตทางชีวภาพ จึงเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำทางทะเลทางเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ด้วยความสด อร่อยและมีอาหารทะเลให้เลือกมากมาย จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างชื่นชอบมารับประทานอาหารทะเลของจังหวัดนี้เมื่อมีโอกาส ดังนั้นชาวบ้านบริเวณอ่าวบ้านดอนจึงมีอาชีพทำประมงกันเสียส่วนใหญ่ กาญจนดิษฐ์ เป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่อยู่ในอ่าวบ้านดอน ชาวบ้านในอำเภอนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ภาพรวมการทำอาชีพประมงของชาวบ้านในอำเภอกาญจนดิษฐ์มีทั้งการทำประมงน้ำจืดและประมงในทะเล สำหรับสัตว์น้ำที่เลี้ยงมีทั้งกุ้ง ปลากะพงขาวในบ่อดิน และในกระชัง ส่วนการเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลตามพื้นที่อนุญาตจะมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครง หอยนางรม และหอยแมลงภู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งหอยนางรมถือเป็นตั
การเลี้ยงหอย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่นิยมทำกัน ทั้งนี้เพราะพื้นที่หลายอำเภอติดกับอ่าวบ้านดอน อ่าวบ้านดอน เป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ทั้งนี้ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ และสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ รวมไปถึงแร่ธาตุทางอาหารและผลผลิตทางชีวภาพ จึงเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำทางทะเลทางเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ด้วยความสด อร่อยและมีอาหารทะเลให้เลือกมากมาย จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างชื่นชอบมารับประทานอาหารทะเลของจังหวัดนี้เมื่อมีโอกาส ดังนั้น ชาวบ้านบริเวณอ่าวบ้านดอนจึงมีอาชีพทำประมงกันเสียส่วนใหญ่ กาญจนดิษฐ์ เป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่อยู่ในอ่าวบ้านดอน ชาวบ้านในอำเภอนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ภาพรวมการทำอาชีพประมงของชาวบ้านในอำเภอกาญจนดิษฐ์มีทั้งการทำประมงน้ำจืดและประมงในทะเล สำหรับสัตว์น้ำที่เลี้ยงมีทั้งกุ้ง ปลากะพงขาวในบ่อดิน และในกระชัง ส่วนการเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลตามพื้นที่อนุญาตจะมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครง หอยนางรม และหอยแมลงภู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งหอยนางรมถือเป็นตัว
“หอยแครง” เป็นหนึ่งในเมนูอาหารจานเด็ดที่ขายได้ขายดีตลอดทั้งปี ทำให้หลายคนสนใจที่จะลงทุนเลี้ยงหอยแครงเป็นอาชีพ ความจริงการเลี้ยงหอยแครงให้ได้ผลดี ทำได้ไม่ยาก สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ขอแนะนำให้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์หอยแครง และการเลือกทำเลที่ตั้งเหมาะสมสำหรับทำฟาร์มหอยแครงเสียก่อน ธรรมชาติของหอยแครง หอยแครง จัดอยู่ในกลุ่มหอยกาบคู่ (Class Bivalvia) มีเปลือก 2 ชิ้น ประกบกัน โดยยึดติดกันทางด้านบนบริเวณขั้วเปลือก ทั่วโลกพบหอยทะเลกาบคู่มากกว่า 8,000 ชนิด แบ่งเป็น 34 วงศ์ ได้แก่ หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกะพง หอยจอบ หอยมุก หอยขวาน หอยเชลล์ หอยนางรมหนาม หอยมือเสือ เป็นต้น หอยแครง (Blood clam) เป็นหอยกาบคู่ที่พบบ่อยในทะเลไทย หอยแครงอาศัยตามพื้นทะเล บริเวณที่เป็นดินเลน เช่น อ่าวปากแม่น้ำ ปากคลอง ป่าชายเลน โดยมุดตัวลงไปอยู่ใต้พื้นเล็กน้อย มักจะอยู่รวมกันหนาแน่น หอยแครงมีสารเฮโมโกลบินในเลือด ทำให้เลือดมีสีแดง ซึ่งแตกต่างจากหอยกาบคู่อื่นๆ หอยแครงที่พบในน่านน้ำไทย โดยทั่วไป ในน่านน้ำไทยพบหอยแครง จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ 1.หอยแครงทั่วไป เปลือกหอยมีขนาด 1.5-2.0 นิ้ว มักอาศัยอยู่บริเวณหาดโคลนละเอียด
ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ พื้นฐานของการมีชีวิตนั้นไม่แตกต่างกันเลย การดำรงอยู่นั้นประกอบด้วย กิน อยู่ หลับนอน และการสืบพันธุ์ เมื่อถึงเวลาก็ต้องตาย ต้องพรากจากโลกนี้ไปทั้งสิ้น ไม่เว้นว่าจะเป็นสัตว์ไหน หรือมนุษย์คนใด แต่มนุษย์ต่างหากเล่า ที่ต่างปรุงแต่งต่อเติมเสริมรสให้ความเป็นอยู่เหนือสัตว์ ทั้งการ กิน อยู่ หลับนอน แล้วเรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ โดยเฉพาะการกิน มนุษย์นั้นกินได้แทบทุกอย่าง ในบางพื้นถิ่นยังกินอย่างพิสดารพันลึก แถมปรุงแต่งอาหารทั้งรสทั้งกลิ่นไปตามความนิยมชมชอบของตัวเองและตามวัฒนธรรมของพื้นถิ่นนั้นๆ แฮ่…ไปซะไกล จริงๆ แล้ว แค่อยากบอกเรื่องของตัวเองเท่าน้านนน… เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในขณะหนึ่งของวันหนึ่งนั้น ขับรถจะไปทำธุระ อยู่ดีๆ มีกลิ่นแกงที่คุ้นชินลอยเข้ามาเตะจมูก ทั้งๆ ที่บนสถานย่านนั้นก็ไม่มีร้านขายข้าวแกงแม้สักร้านเดียว แล้วกลิ่นแกงนั้นลอยมาจากไหน ขับรถไปนั่งครุ่นคิดไป ว่ากลิ่นแกงที่ลอยเข้ามาเป็นแกงอะไร แต่ในความรู้สึก กลิ่นแกงนั้นทำให้เกิดการหิวข้าวและความอยากกินแกงนั้นขึ้นมาทันใด คิดๆ ไป กลิ่นแกงนั้นเป็นกลิ่นแกงหอยกับใบชะพลูที่แม่เคยทำ นึกย้อนกลับไป หอยที่แม
