อำเภอปากพนัง
ส้มโอทับทิมสยาม ถูกพัฒนามาจาก ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองจากบ้านบราโอ ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งมีผลเหมือนพันธุ์ขาวพวง มีกุ้งเป็นเนื้อสีชมพูค่อนข้างแดง ผลมีขนาดใหญ่ แต่มีรสขม เมื่อนำมาปลูกที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ปรากฏว่าให้ผลผลิตและมีรสชาติหวานขึ้น ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผลคล้ายกำมะหยี่ ต่อมาถูกพัฒนาปรับปรุงคุณภาพสายพันธุ์แบบภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นระยะเวลาหลายปี จนในที่สุดก็ได้ส้มโอที่มีเนื้อสีแดงเข้มแบบสีทับทิม รสชาติหวาน หอม นุ่มจึงมีการตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ เป็น “พันธุ์ทับทิมสยาม” คุณภาพส้มโอทับทิมสยามเกิดจากสภาพพื้นที่ปลูกที่อำเภอปากพนังที่มีคุณภาพดินดีมาก เป็นดินที่เกิดจากการสะสมธาตุอาหารในทะเลทับถมกันเป็นพันปี คุณภาพน้ำกร่อย น้ำทะเลขึ้นถึง จึงทำให้รสชาติ สีเนื้อผล มีกลิ่นหอม รสชาติความอร่อยของส้มโอทับทิมสยามเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคคนไทยและต่างชาติ คุณสมบัติเด่นดังกล่าว ทำให้ผลส้มโอทับทิมสยามได้รับการขึ้นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุแหล่งผลิตครอบคลุม 3 ตำบลของ อ.ปากพนัง ได้แก่ ต. คลองน้อย ต.เกาะทวด และ ต.ปากพนังฝ
จากเบี้ยเสียสองเพราะต้องฆาต ฟันฟาดเบี้ยหงายกระจายป่น ม้าก้าวยาวเรือก็เหลือทน เมื่อพี่จนแล้วจะไล่แต่รายโคน คำรำพึงรำพันของขุนแผนแสนสะท้านในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนข้างต้นเกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ขุนแผนต้องถึงคราวอับจนข้นแค้น ผู้ประพันธ์ตอนนี้น่าจะเป็นล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 ที่กล่าวในเชิงอุปมาเปรียบเทียบเหมือนการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากชื่อต่างๆ ตามศักดิ์มีขุน ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ จากนั้นก็ยังมี ม้า เรือ โคน เม็ด จนถึงหอย หรือเปลือกหอยที่เรียกกันว่า หอยเบี้ย ซึ่งนำมาใช้แทนบรรดาทหารทั้งปวง หอยชนิดนี้เปรียบเสมือนทหารกล้าแนวหน้า เพื่อประจันบางกับฝ่ายข้าศึกศัตรู แต่ครั้นทหารเหล่านี้มีชัยยึดฐานที่มั่นของศัตรูได้ ก็ได้เลื่อนยศมีอำนาจหน้าที่สูงศักดิ์ขึ้นจากเบี้ยคว่ำกลายเป็น เบี้ยหงายทันที เมื่อกล่าวถึง “เบี้ย” ในกระดานหมากรุก จึงนึกถึง “เบี้ยซัด” ในสมัยอดีตที่บริเวณชายหาดจำนวนมาก ซึ่งต่อมาได้ชื่อเป็น “เมืองปากพนังในปัจจุบัน” “อำเภอเบี้ยซัด” หมายถึง หอยเบี้ยที่คลื่นซัดเอาเปลือกหอย หรือเบี้ยหอยจากท้องทะเลขึ้นมาเรียงรายเป็นกองมหึมาทับถมกันตามแนวชายหาดยื่นยาว เบี้ยในสมัยโบราณนั้นได้เก็บมาใช้เป็นสื่อกลางใ
“ส้มโอทับทิมสยาม” ไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสินค้าขายดีที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีน ที่ชื่นชอบส้มโอจากประเทศไทยมากเป็นพิเศษ เนื่องจากส้มโอทับทิมสยาม มีเนื้อแดง รสหวานฉ่ำ อร่อย น่ารับประทาน แถมยังเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีสรรพคุณทางยา มีวิตามินซีสูง สาวจีนจึงนิยมรับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น ส้มโอทับทิมสยาม จึงมีโอกาสส่งออกไปขายในประเทศจีนเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2561 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนทุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์โดยเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ 2560 ให้กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ให้ดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสำหรับสวนส้มโอทับทิมสยาม ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนส้มโอทับทิมสยามและจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในระดับผู้นำในพื้นที่ รศ.ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี และ รศ.ดร. มัลลิกา เจริญสุธาสินี แ
เกษตรกร ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกต้นไผ่สร้างรายได้และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามารับซื้อต่างพากันชื่นชมในความพยายาม นอกจากนี้ ยังบรรลุผลสำเร็จเกี่ยวกับการแปรรูปไม้ไผ่เจาะตลาดการขายให้กับคนรุ่นใหม่ คุณปริชมน หาญเผชิญโชค เกษตรตำบลป่าระกำ เล่าก่อนที่จะมารู้จักกับเกษตรกรที่เริ่มจากการพูดคุยกับเกษตรกร ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่ได้มีการสนับสนุนอะไรเลย แต่พอมาเห็นว่าที่บ้านของ คุณสำราญ อภัยกาวี มีการทำกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ก็ได้เชิญคุณสำราญ เข้าไปเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร ภายใต้ชื่อโครงการ สวนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกคุณสำราญ เพราะว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นมา ทางด้านเกษตรตำบลป่าระกำร่วมกับทางเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อชักชวนคนในพื้นที่และต่างพื้นเข้ามาเที่ยวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพและรายได้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อ
“ตำบลขนาบนาก” อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ปลายน้ำอยู่ติดทะเลอ่าวไทย มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านเรียกว่า คลองหัวไทร และคลองหน้าโกฏิ ซึ่งเป็นคลองขุดใหม่เชื่อมต่อชายฝั่งทะเล ทำให้ตำบลขนาบนากมีแหล่งน้ำ 3 ชนิด ในพื้นที่เดียวกัน คือ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย อาชีพหลักดั้งเดิมของชาวตำบลขนาบนากคือ การทำนา กับการทำไร่ จากช่วงปี พ.ศ. 2530 เกิดกระแสการเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อเชิงอุตสาหกรรมทำให้พื้นที่ทำนาและพื้นที่ไร่จาก ถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งทะเลจำนวนมาก หลังจากประสบปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเลล้มเหลว ชาวบ้านก็หันกลับมาทำไร่จากอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ทำให้ชาวขนาบนากหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ได้แก่ การทำนา การทำไร่จาก การเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อและการทำประมงในลำน้ำ ซึ่งชาวบ้านแต่ละกลุ่มมีความต้องการใช้น้ำไม่สอดคล้องกัน ชาวนาต้องการน้ำจืด ไร่จากต้องการน้ำกร่อย ส่วนฟาร์มกุ้งทะเลและทำประมงในลำน้ำต้องการน้ำเค็ม ชาวไร่จากจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้สร้างโซนน้ำกร่อยสำหรับไร่จากโดยเฉพาะไร่จากที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม เพราะน้ำเค็มจัดทำให้
“พ่อสอนว่า…” ทฤษฎีใหม่ ยืดหยุ่นได้ และต้องยืดหยุ่น เหมือนชีวิตของเราทุกคน ต้องมียืดหยุ่น “ ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ ตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งอยู่บ้านหนำหย่อม เลขที่ 363 หมู่ที่ 2 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น “ศูนย์รวมปราชญ์ ศาสตร์แห่งภูมิปัญญาไทย” ของ คุณเชาวรัตน์ รักษาพล หรือครูเชาว์ เขาทะลุ ที่ให้ความสำคัญกับน้ำมากที่สุด “น้ำคือหัวใจของเกษตรกรไทย” จากแนวความคิดสู่การปฏิบัติ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นทางรอดทางเดียวในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้พออยู่พอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา พอใจในความต้องการ มีความโลภน้อย ยืนบนขาตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ ชีวิตย่อมมีความสุข โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืน ของการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของตนเอง จากพื้นฐานดังเดิมของคนในชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง พี่น้องส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านการเกษตร พ่
