อุตสาหกรรมน้ำตาล
ฮานอย, 17 ต.ค. (ซินหัว) — วันพฤหัสบดี (17 ต.ค.) สมาคมอ้อยและน้ำตาลแห่งเวียดนามรายงานว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนามครองตำแหน่งผู้นำด้านการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก รายงานระบุว่าผลผลิตน้ำตาลของเวียดนามในปีผลผลิต 2023-24 อยู่ที่ 6.79 ตันต่อเฮกตาร์ (ราว 6.25 ไร่) ซึ่งสูงกว่าผู้ผลิตน้ำตาลรายสำคัญอื่นๆ ในอาเซียน เช่น ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ บริษัทน้ำตาลบางแห่งของเวียดนามได้เริ่มต้นทดลองใช้แผนงานอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ฉบับใหม่จากประเทศต่างๆ อย่างสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ผ่านโครงการความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีและกองทุนระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเป็นดิจิทัลแก่การบริหารจัดการโรงงานน้ำตาล รายงานเสริมว่าการผลิตน้ำตาลทั่วเวียดนามเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 ปี โดยผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นร้อยละ 166 และการผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 161 ในปีผลผลิต 2023-24 เมื่อเทียบกับปีผลผลิตก่อนหน้า เหงียน วัน ล็อค ประธานสมาคมฯ เผยว่าพื้นที่เก็บเกี่ยวอ้อยและผลผลิตน้ำตาลของเวียดนามในปีผลผลิต 2024-25 จะยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีผลผลิตก่อนหน้า ข้อมูล : XINHUA
“อ้อย” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลก สามารถปลูกได้ในทั่วทุกภูมิภาคกว่า 90 ประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตร้อนชื้น เป็นพืชที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และมีการนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร อุตสาหกรรมเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมน้ำตาลที่นำมาใช้เพื่อบริโภคโดยตรงและเป็นสารปรุงแต่งรสในผลิตภัณฑ์ต่างๆในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทยนั้น “อ้อย” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในการผลิตน้ำตาล จัดเป็นพืชที่มีศักยภาพสร้างรายได้ทั้งในและต่างประเทศ จากข้อมูลรายงานปริมาณการส่งออกน้ำตาลของประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา (เมื่อเทียบกับในช่วงปี 2563 – 2564) พบว่า มูลค่าการส่งออกน้ำตาลทรายได้ขยายตัวสูงถึง 120.1% และจากข้อมูลยังได้มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกน้ำตาลของประเทศไทยจะพุ่งสูงถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2566 ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยจัดเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ลำดับที่ 4 ในเวทีโลก รองจากบราซิล อินเดีย และสหภาพยุโรป (อียู) สามารถสร้างรายได้และอาชีพให้กับชาวเกษตรกรไร่อ้อยและชุมชนในพื้นที่เพาะปลูกได้เป
สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือและประมวลข้อมูลผลกระทบในกลุ่มอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขสุดช็อก หากเดินหน้าตามนโยบายเกษตรแบน 3 สารเคมีเกษตร เกิดความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะ ส่งผลกระทบสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องเพิ่มขึ้น สะท้อนผลงานบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สอบตกทั้งชุด ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิต อันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาล อันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตัน ต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดิบสำคัญในกิจการต่างๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทั้งในระด
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ณ สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ โดยมีชาวไร่เข้าร่วมหลายร้อยราย ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณอ้อยส่งเข้าโรงงานจำนวน 7,265,671.03 ตัน มีชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญาจำนวน 8,177 ราย มีสมาชิกที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานจำนวน 23,000 ราย นายอุตตมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ผ่านโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เบื้องต้นกำหนดความช่วยเหลืออยู่ที่ไม่เกิน 50 บาท/ตันอ้อย แต่จะมีการกำหนดปริมาณตันอ้อยสูงสุดที่จะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5,000 ตันอ้อย รวมจำนวน 6,500 ล้านบาท โดยจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวไร่อ้อยกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นคู่สัญญากับโรงงานหรือมีการส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ตามจำนวนตันอ้อยที่เกษตรกรได้ส่งให้กับโรงงานคู่สัญญาหรือหัวหน้ากลุ่ม “เป็นครั้งแรกในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายกับการให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต
