อุษาคเนย์
ผ่านมานับเดือนที่โลกเผชิญกับศัตรูผู้รุกรานที่มองไม่เห็นตัว มีนามเรียกสั้นๆว่า โควิด-19 การต่อสู้จากมนุษย์หาใช่เสียงแผดก้องกัมปนาทของระเบิดหรือลูกกระสุน ไม่ใช่กระทั่งนิวเคลียร์ที่ถือว่าเป็นอาวุธทรงพลานุภาพที่สุดแล้วของสงครามยุคนี้หากว่าจะมีขึ้น ทว่า อาวุธกลับเป็นพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง ไวรัสบังคับให้มนุษย์ชะลอกิจกรรมที่เคยทำ หยุดสายพานการผลิตในระบบอุตสาหกรรม การค้าขาย การแลกเปลี่ยนด้วยเงินที่ทุนนิยมสถาปนาขึ้นมานานเกินนับปี แม้กระทั่งการคมนาคมที่เอื้อให้ผู้คนไปมาหาสู่ข้ามทวีปในชั่วลัดมือเดียว ก็ชะงักงันอย่างยากที่จะคาดเดากันมาก่อน ใครจะเชื่อว่าเครื่องบินของสายการบินต่างๆ พากันจอดสนิทอยู่บนลาน พฤติกรรมทางสังคมและระดับปัจเจกของผู้คนก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน มนุษย์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์สังคมนิยมการรวมหมู่ สังสรรค์เฮฮา กลับต้องแยกห่างออกจากกัน สังคมตะวันออกที่ถือเอาการสวมกอด จับมือ เป็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงใย ก็ทำไม่ได้อย่างเคย แม้กระทั่งการปฏิบัติกิจทางศาสนาที่ถือว่าเป็นการร่วมใจคนในสังคม อย่างการเข้าวัดของพุทธ เข้าโบสถ์ของคริสต์ มัสยิดของอิสลาม หรือแม้แต่การรวมกันในลัทธิความเช
เสียงของน้ำที่ไหลผ่านก้อนหินในแต่ละวันแต่ละจุดของคลองวังหีบไม่เคยเหมือนกันสักวัน เพียงแต่คุณจะมีโอกาสได้นั่งนิ่งๆ รับฟังเสียงน้ำพึมพำรำพันนั้นหรือไม่ เท่านั้นเอง ถ้าคุณเกิดในป่าในภูเขา ได้เห็นสีเขียวๆ ของต้นไม้จนชินตา เห็นสายน้ำใสๆ ไหลรินอยู่ทุกเวลา คุณก็คงมองมันแบบธรรมดาๆ แค่ระลึกรู้ในคุณค่าว่ามันคือบ้านคือครัวคือห้องนั่งเล่น คือลานกีฬาที่อยากมาออกกำลังกายเมื่อใดก็ได้ อย่างอิสรเสรี แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลธรรมชาติแบบนี้ สัมผัสแรกที่ได้รู้จักป่าและสายน้ำแห่งนี้ มันเกิดความรู้สึกหลายอย่างถาโถม ป่าคลองวังหีบเป็นได้ทั้งศาสนสถานที่ทำให้มนุษย์เข้าถึงสภาวะธรรมที่มีสันติสุขในใจ เป็นโรงพยาบาลที่เยียวยาได้ทั้งกายและใจ ด้วยการได้ดื่มน้ำอาบน้ำและมีอาหารสะอาดบริโภค มีสมุนไพรสำคัญหลายชนิดให้ใช้รักษาโรค เป็นโรงเรียนนอกห้องเรียนที่ให้ความรู้แก่คนสนใจอย่างไม่มีวันจบหลักสูตร ทั้งการฝึกทักษะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในป่า หรือจะทำกิจกรรมผจญภัยที่ตื่นเต้นแบบสร้างสรรค์ แต่…เรื่องราวดีๆ เหล่านั้น กลับถูกมองข้ามไปโดยรัฐ ที่ต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อสร้างเขื่อน และพยายามบิดเบือนให้สังคมมองว่าคนส่วนน้อย
แรกที่เดินเข้าไปในอาณาบริเวณบ้านหลังนั้น ก็สะดุดตากับตัวหนังสือบนหน้าจั่วเรือนหลังเล็ก เขียนไว้ว่า “ต้นไม้คือชัยชนะ” แม้ว่าชื่อเจ้าของบ้านฝ่ายชาย จะชื่อ ชัยชนะ ศรีภักดี แต่ประโยคที่เขียนไว้นั้น ไม่ได้มาจากชื่อ ทว่ามาจากแนวคิดของเขาที่เชื่อว่าการปลูกต้นไม้คือทางรอดของโลก ที่กำลังรุ่มร้อนอยู่ในเพลานี้ ถ้าจะพูดคำใหญ่ การปลูกต้นไม้นั่นคือการฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งมนุษย์มีส่วนสำคัญในการทำลาย กระทั่งมนุษย์นั่นเองที่กำลังเผชิญกับผลกระทบ ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นบทลงทัณฑ์จากธรรมชาติ ชัยชนะ ศรีภักดี อดีตประธานสหกรณ์ ปัจจุบัน เป็นเกษตรกรเต็มตัว พำนักอยู่ที่ หมู่บ้านโพธิ์ศรี หมู่ที่ 12 อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ประสบการณ์ทำงานในสหกรณ์มายาวนาน ทำให้เขายืนยันอย่างมั่นใจว่า “ถ้าระบบสหกรณ์เข้มแข็ง จะต้านทุนนิยมได้” ดังนี้ เขาจึงอยากรณรงค์ให้เกิดระบบสหกรณ์อันเข้มแข็งในทุกพื้นที่ ก่อนที่จะหันเหมาสนใจการปลูกต้นไม้และทำธนาคารต้นไม้ เขาเคยผ่านการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน ไม่ต่างจากเกษตรกรทั่วไป “พืชเชิงเดี่ยวเลี้ยวกลับสู่วงจรหนี้สิน ที่ผ่านมาเกือบทุกชนิดแรกๆ ราคาดี แห่กันปลูก พอร
เคยมาเยือนแก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย หลายต่อหลายครั้ง ก็ได้แต่มายืนชมแก่งสวย แล้วก็กินส้มตำปลาเผาเมนูอาหารอีสานตามธรรมเนียม แต่มาครั้งนี้ ได้มานั่งกินส้มตำฝีมือกลุ่มแม่บ้านบ้านน้อย แล้วได้มาชมแก่งกับผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำให้ได้รับอรรถรสอีกมุมหนึ่ง ผู้ใหญ่เล่าถึงความเป็นมาของหมู่บ้านน้อยให้ฟังว่า เมื่อประมาณ ปี 2452 หรือราว 109 ปีมาแล้ว มีชาวบ้านท่านาจัน อำเภอเชียงคานกลุ่มหนึ่งได้ชักชวนกันมาตั้งหมู่บ้านใกล้แก่งคุดคู้ สืบเนื่องจากบริเวณแก่งคุดคู้อันเป็นระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่มีปลามาอิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ประกอบกับมีลำห้วยเล็กๆ หลายสายหลากไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งจับปลาสำคัญของคนที่หาเลี้ยงตัวเองด้วยการหาปลาแม่น้ำโขง จากที่ต่างๆ พากันเดินทางมาหาปลาที่แก่งคุดคู้ จากบ้านท่านาจัน ในสมัยก่อนโน้นกว่าจะมาถึงแก่งคุดคู้ใช้เวลาไม่ใช่น้อย ต้องมาแรมคืนเพื่อให้ได้ปลาพอกินและเหลือเพื่อแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาเค็ม เก็บไว้กินตลอดปี นายฟอง โคตบ้ง ชาวบ้านท่านาจันจึงชักชวนเพื่อนบ้านอีกหกครอบครัวมาตั้งบ้านเรือนใกล้แก่งคุดคู้ ตั้งหลักแหล่งจนแตกออกเป็นหลายครัวเรือน แล
