อ้อยโรงงาน
“อ้อยโรงงาน” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ปลูก รวม 1.4 แสนไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตัน ต่อไร่ ทั้งนี้ พบว่าอ้อยโรงงานมีแนวโน้มลดลงจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ การบริหารจัดการไร่อ้อยที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งพื้นที่การเกษตรที่ลดลงจากการขยายตัวของชุมชนเมือง ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์พัฒนาการเพาะปลูกอ้อย ให้มีผลผลิตและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ลดการเผาอ้อยในช่วงฤดูตัดอ้อย เพราะนอกจากสร้างมลภาวะต่อสภาพอากาศและสุขภาพร่างกายแล้ว ยังทำให้ดินเสื่อมโทรมส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรงอีกด้วย YSF ชวการ ช่องชลธาร เกษตรกรดีเด่น ปลูกอ้อยโรงงาน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่และยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง ตลอดจนเป็นเกษตรกรต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาผลงานจากตัว
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวหลังจากการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ในการเยี่ยมชม ศูนย์ขยายพันธ์พืชที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ปัจจุบันปัญหาหนึ่งของการเกษตร คือเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี และ พันธุ์ดียังมีราคาแพง ในขณะที่พืชหลายชนิดเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่มาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดจัดตั้งศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer แปลงใหญ่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่มีความต้องการ ผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์ เช่น ท่อนมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปรับพื้นที่ของ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ (เดิม ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ซึ่งมีภารกิจหลักในการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออยู่แล้ว และปรับปรุงให้เป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้ครบทุกวิธี ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ การใช้ท่อนพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสู่เก
นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ขยายตัวได้ในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว เป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ชะลอลงเป็นหลัก (มูลค่าการผลิตของสาขาพืชมีสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตร) อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และลำไย ยกเว้นอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชในไตรมาสแรก กลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก ด้านการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมทั้งมีการจัดการฟาร์มที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ส่วนการผลิตสินค้าประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการทำประมงทะเลและการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมีทิศทางเพิ่มขึ้น สำหรับรายละเอียดในแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ไตรมาส 1 ปี 2562 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 สำหรับ ข้าวนาปี มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปีนี้จะมาเร็วและนานมากกว่าทุกปี ซึ่งอาจยาวนานไปจนถึงราวเดือนพฤษภาคม 2562 โดยฤดูร้อนปีนี้จะมีอุณหภูมิร้อนกว่า ปี 2561 และร้อนมากกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในเขื่อน โดยหากพิจารณาปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนของไทยแยกตามรายภาค ณ วันที่ 4 มีนาคม 2562 จะเห็นได้ว่า ปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนทั้งประเทศลดลง 13.5% (YoY) โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่งสัญญาณชัดเจนจากการที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนในระดับที่ต่ำมาก ทำให้ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสถานการณ์น้ำที่น่าเป็นห่วง และอาจจะเข้าสู่วิกฤติมากขึ้นในเดือนเมษายนนี้ที่จะเป็นช่วงฤดูแล้งอย่างเต็มรูปแบบ หากยังไม่มีน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มเติม ซึ่งจากสัญญาณฤดูร้อนดังกล่าวที่มาเร็วและนานกว่าทุกปี จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อออกสู่ตลาดในช่วงนี้ให้ลดลง จนอาจกระทบต่อรายได้เกษตรกรให้ต้องเผชิญความท้าทายมา
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายบุญถิ่น โคตรศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบฤดูการผลิตประจำปี 2560/61 ทยอยเปิดหีบตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 จนถึงขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะสูงเกิน 110 ล้านตัน ทำให้ปริมาณอ้อยปีนี้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมามีปริมาณฝนต่อเนื่องช่วยให้อ้อยเติบโตได้ดี ประกอบกับเกษตรกรเพาะปลูกข้าวหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยที่ผ่านมาสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่แม้จะเป็นข่าวดีแต่ต้องจับตาราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกเพราะพบว่าราคาค่อนข้างต่ำ “ขณะนี้ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกค่อนข้างต่ำ ราคาซื้อขายน้ำตาลทรายดิบบวกพรีเมียมเฉลี่ยเพียง 14 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น ถือว่าเป็นระดับต่ำ” นายบุญถิ่น กล่าว นายวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า ราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกยังคงตกต่ำเฉลี่ยเพียง 14 เซ็นต์ ต่อปอนด์ เท่านั้น ส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 2560/61 มีโอกาสต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นที่ประกาศไว้ 880 บาท ต่อตัน ชาวไร่อ้อยเองได้เรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นอีก 50 บาท ต่อตัน ขณะนี
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 และหัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยแนวทางการช่วยเหลือค่าอ้อยสำหรับฤดูการผลิตปี 2560/61 เพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้เงินค่าอ้อยเพิ่มจาก 880 บาทต่อตันอ้อยสำหรับพื้นที่ปลูกทั่วไปและ 830 บาท สำหรับอ้อยเขต 5 เป็น 900 บาทต่อตันอ้อยทั่วประเทศ ว่า ในการประชุมคณะกรรมการทำงานพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ฤดูการผลิตปี 2560/61ที่มีนายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีตัวแทนชาวไร่อ้อย ตัวแทนโรงงาน ตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย และตัวแทนส่วนราชการร่วมด้วย โดยในที่ประชุมมีการเสนอแนวทางช่วยเหลือหลายแนวทาง ซึ่งในส่วนของทางชาวไร่อ้อยได้เสนอให้ทางโรงงานน้ำตาลช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ด้วยการให้โรงงานน้ำตาลทั้ง 54 แห่งทั่วประเทศทำเรื่องขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมเพื่อนำมาจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้ชาวไร่อ้อยในอัตรา 50 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งปีนี้ประเมินภาพรวมว่าจะมีผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 103 ล้านตันอ้อย วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งแต่ละโรงงานมีสถานภาพทางธุรกิจกับทางธนาคารพาณิชย์ที่แตกต
สศท. 12 เปิดผลศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้า โดยใช้ Agri – Map เผย จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าวนาปี คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด แนะเกษตรกรในพื้นที่ไม่เหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และมะพร้าวทดแทนได้ ซึ่งได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าที่สำคัญ (Zoning) โดย Agri – Map จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ดำเนินการวิเคราะห์สภาพทางกายภาพร่วมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และกำหนดแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) ปานกลาง (S2) และการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เป็นการผลิตพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สำหรับจังหวัดพิจิตร มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด 4 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี ไข่เป็ด ส้มโอ และมะนาว สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศท.12
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า คาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2560/61 น่าจะดีกว่าปีนี้ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 93 ล้านตันอ้อย เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายได้ประเมินภาพรวมการเพาะปลูกอ้อยประจำฤดูการผลิตปีนี้ที่ได้เริ่มต้นเพาะปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่ามีโอกาสจะดีกว่ารอบการผลิตของปี 2559/60 เพราะเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ปลูกอ้อย “คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อตออ้อย ขณะเดียวกันพบว่าชาวไร่อ้อยหลายรายเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่เพื่อหวังผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ชาวไร่บางรายได้ขยายพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากมองแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกอยู่ในเกณฑ์ดี” นายสิริวุทธิ์กล่าว
