เกร็ดเกษตร
ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว และบร็อกโคลี ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคใบจุด ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (การเตรียมน้ำอุ่น โดยต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 5-10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม โดยควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ให้มีแสงแดดส่องผ่านได้ ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือ หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ในพื้นที่แปลงเดิม อย่างน้อย 3-4 ปี หากพบโรคเริ่มระบาดในระยะกล้า ให้เกษตรกรถอนต้นกล้านำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที ถ้าเริ่มพบโรคในระยะต้นโต เกษตรกรควรตัดใบที่เป็นโรคออกนำไปทำลายทิ้ง จากนั้นให
ช่วงนี้อากาศเย็นมีหมอกในตอนเช้า และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบร็อกโคลี ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้นเกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต
สภาพอากาศในตอนนี้ที่มีอากาศเย็นในตอนเช้า และมีลมแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนภัยโรคไรขาวพริก ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระยะการเติบโตของพริกในช่วงนี้ อาการที่เกิดขึ้นจะพบว่า ใบและยอดของต้นพริกจะหงิกงอ ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย เนื่องจากตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก โดยอาการขั้นรุนแรง ส่วนยอดของต้นพริกจะแตกเป็นฝอย ถ้าทำลายดอก กลีบดอกจะบิดแคระแกร็น ชะงักการเกิดดอก หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต กรณีนี้มักพบระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน สำหรับแนวทางป้องกันนั้น สถาบันวิจัยพืชสวน กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร แนะนำว่า ควรสุ่มสำรวจพริกทุกๆ สัปดาห์ หากพบอาการใบหงิกม้วนงอลง ที่เกิดจากการทำลายของไรขาวพริก ให้ทำการป้องกันกำจัด โดยเมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลง-ไร ที่มีประสิทธิภาพ อะมิทราซ 20% EC อัตรา 40-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 8 ม
ในช่วงที่สภาพอากาศเย็นลงในขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร ขอเตือนภัยเกษตรกรผู้ปลูกเบญจมาศ ระวังโรคราสนิมขาว ซึ่งมีสาเหตุมาจากรา Puccinia horiana P. henn. โดยอาการเริ่มแรกสังเกตว่า จะพบจุดแผลสีเหลืองขนาดเล็กที่ด้านบนใบ ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น บริเวณด้านใต้ใบ ที่ตำแหน่งเดียวกันจะพบเชื้อราสาเหตุโรคสีขาวนวล ซึ่งต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นจุดนูนกลมสีขาวอมชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว พบเกิดกระจายอยู่ทั่วใบ ทำให้เนื้อใบตรงข้ามกลุ่มเชื้อกลายเป็นสีเหลืองและไหม้ ใบมีลักษณะพอง บิดเบี้ยว ถ้าโรคระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเหลือง ไหม้ แห้ง และร่วง หากโรคเกิดกับดอกตูม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะแห้ง ไม่คลี่บาน โดยวิธีการป้องกันนั้น กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้ใช้กิ่งชำ หรือต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรค หรือก่อนปลูกแช่กิ่งชำหรือต้นพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น สารเฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที และควรปลูกเบญจมาศให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี หมั่น
ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินชื่อ “ตำแย” หรือ “หมามุ่ย” มาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับท่านที่อยู่ในเมือง หรือคนวัยรุ่นหนุ่มสาวอาจจะไม่เคยเห็น แต่ที่แน่ๆ คือตำแยมีความร้ายกาจตรงที่มีความคันเป็นที่สุด ถ้าถูกแขนหรือขาเป็นต้องได้เกาจนเนื้อถลอกปอกเปิกกันเลยทีเดียว ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา มีอยู่วันหนึ่งมีเพื่อนในห้องแกล้งเพื่อน โดยนำตำแยมาเคาะให้ขนที่คันนั้นมันหลุดร่วง วันนั้นทั้งวันแทบไม่เป็นอันเล่าเรียน นั่นเป็นความทรงจำในวัยเด็กของข้าพเจ้า กระทั่งวันหนึ่งข้าพเจ้าไปล้อมรั้วคอนกรีตที่ล้มสองต้นที่บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นรถไถถอยหลังชนจึงทำให้เสาคอนกรีตหักตรงโคน ข้าพเจ้าขุดเสาที่หักออกแล้วฝังเสาใหม่และล้อมรั้ว ระหว่างนั้นก็เริ่มมีอาการคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ตอนแรกข้าพเจ้านึกว่ามดกัด แต่เมื่อดูที่ขากางเกงก็ไม่เห็นมดเลยสักตัว เมื่อกลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้านำสบู่มาล้างมือ ล้างเท้า แต่การคันก็ไม่ทุกเลาลงเลยแม้แต่น้อย ใบตำลึง แก้อาการคันของตำแยได้ คุณนันท์ธา เหลาประเสริฐ พี่สาวของภรรยาบอกว่า ให้นำใบตำลึงมาขยี้แล้วทาบริเวณที่คันก็จะหายเป็นปลิด
ระยะนี้จะมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมัน เริ่มแรกตัวหนอนหน้าแมวจะกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน หนอนตัวเล็กจะกัดกินผิวใบ เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะกัดกินจนใบขาด หากระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต และต้นปาล์มน้ำมันจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน การระบาดของหนอนหน้าแมวในแต่ละครั้งจะใช้เวลาในการกำจัดนาน เนื่องจากหนอนหน้าแมวมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ระยะหนอนและระยะดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดในเวลาเดียวกันได้ หากพบการเข้าทำลายของหนอนหน้าแมว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ การใช้วิธีกล การใช้ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรตัดทางใบปาล์มน้ำมันที่มีหนอน หรือจับผีเสื้อที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบต้นมาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใช้กับดักแสงไฟ black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติกที่บรรจุน้ำผสมผงซักฟอก โดยให้หลอดไฟอยู่เหนือน้ำประมาณ 5-10 เซนติเมต
ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว และบร็อกโคลี่ ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคใบจุด ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ระยะต้นกล้า จะพบแผลเล็กสีน้ำตาลเข้มที่ลำต้น โดยพืชจะแสดง อาการคล้ายโรคเน่าคอดิน ทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต ระยะต้นโตถึงระยะเก็บผลผลิต มักพบบนใบและก้านใบเกิดแผลจุดเล็กสีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงค่อนข้างกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (การเตรียมน้ำอุ่นโดยต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 5-10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม โดยควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ให้มีแสงแดดส่องผ่านได้ ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษ
ในระยะที่มีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักถั่ว และมวนถั่วเหลือง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองมีฝักเต็ม หรือฝักแก่ สำหรับหนอนเจาะฝักถั่ว เริ่มแรกจะพบตัวหนอนที่ฟักออกมาจากไข่เจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดที่อยู่ในฝัก ตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่จะย้ายไปกัดกินฝักอื่นๆ ได้โดยการชักใยดึงฝักมาติดกัน จากนั้นตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดที่อยู่ภายในฝักใหม่ การเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักถั่วจะส่งผลทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ หากพบหนอนเจาะฝักถั่วเข้าทำลายต้นถั่วเหลือง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการเข้าทำลายของมวนถั่วเหลือง มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของมวนถั่วเหลืองดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ลำต้น ดอก และฝักของถั่วเหลือง โดยฝักอ่อนที่ถูกทำลายจะลีบและร่วงหล่น ทำให้ผลผลิตลดลง หากพบการเข้าทำลายของตัวเต็มวัยมวนถั่วเหลือง 2-3 ตัว ต่อแถวถั่ว ยาว 1 เม
คุณวิวัฒน์ พูดเพราะ เกษตรกรหมู่ที่ 4 ตำบลท่าสะบ้า อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีพื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 7 ไร่ คุณวิวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนชอบทำการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ จะทำสวนกับพ่อ ทำให้มีความรักในอาชีพทำการเกษตร โดยครั้งแรกที่เริ่มทำเกษตรได้ปลูกผักบุ้ง ถั่ว เลี้ยงกบ ปลาดุก ในท่อซีเมนต์ และปลูกดอกดาวเรืองขาย ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่ปลูกยางพารา 3 ไร่ ขุดสระเลี้ยงปลาดุก 1 ไร่ เลี้ยงไก่ดำ เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงกบในกระชังบก เลี้ยงผึ้ง และปลูกพืชผสมผสาน ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง สะตอ เนียง ส้มโอ มะนาว ละมุด อ้อยคั้นน้ำ ผักเหลียง มะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ คุณวิวัฒน์ยังทำปุ๋ยหมักใช้เอง ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการผลิต ได้ผลผลิตจะขายในหมู่บ้าน และมีลูกค้าประจำสั่งซื้อ ทำให้มีรายได้ 5,000 บาท ต่อเดือน สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดได้ที่ นายวิวัฒน์ พูดเพราะ โทร. 083-589-6588 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง โทร. 075-270-801
ระยะที่มีอากาศร้อนและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกขิงให้เฝ้าระวังโรคเหี่ยว ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นขิง อาการเริ่มแรกใบแสดงอาการม้วนห่อ สีของใบซีด ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้ง บริเวณโคนต้นมีอาการฉ่ำน้ำ ลำต้นเน่าหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย หักพับ แต่ไม่มีกลิ่นเหม็น หากตรวจดูที่ลำต้นจะพบส่วนของท่อลำเลียงน้ำและอาหารมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผ่าลำต้นตัดตามขวางและนำมาแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 5-10 นาที จะพบของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมา เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขิงที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหี่ยว ให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง ส่วนในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที สำหรับการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นท
