เกษตรกรชาวนาไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ระหว่างสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ อาคารกรมการข้าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ทางสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นผู้พัฒนาส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรผ่านโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model โดยที่ผ่านมาเป็นโครงการนำร่องระยะที่ 1 ที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นผู้จัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อดำเนินการในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ปัจจุบันโครงการใกล้แล้วเสร็จ และกำลังจะเริ่มโครงการนำร่องระยะที่ 2 อีก 60 กองทุนหมู่บ้าน ในเดือนธันวาคม 2565 นี้ โดยสัญญาความร่วมมือฉบับนี้จัดทำเพื่อแสดงถึงความร่วมมือของ 4 สมาคม ที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรชาวนาไทยให้ทำการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ตามแนวทางของรัฐบาล ประกอบด้วย สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย ด้วยค
ปี 2559 ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสของชาวนาอีกครั้ง เมื่อราคาข้าวหอมมะลิทรุดฮวบในรอบ 10 ปี ราคาข้าวเปลือกบางแห่งเหลืออยู่เพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น จากเดิมที่เคยขายกิโลกรัมละ 9-10 บาท แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูการผลิต 2559 ถึง 2560 รวมถึงข้าวหอมมะลิ โดย ธ.ก.ส.รับจำนำตันละ 9,500 บาท รวมกับค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท และค่าขึ้นยุ้งเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท รวมเป็น 13,000 บาท ก็ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวเท่านั้น ปีนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ชาวนาออกมาดิ้นรนขายข้าวตรงถึงมือผู้บริโภคเองจำนวนมากจากเดิมที่ขายข้าวเปลือกให้กับพ่อค้าหรือโรงสีก็หันมาสีข้าวขายเองโดยใช้โรงสีชุมชนโดยเดินสายเข้ากรุงเทพฯตระเวนขายตามจุดต่าง ๆ ที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น ครั้งแรกสีข้าวขายตรงคนกรุง ทีมข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจจุดจำหน่ายข้าวสารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดขึ้น ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าชาวนาส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน บรรทุกข้าวหอมมะลิจากหลายจังหวัด เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และภาคอื่น ๆ
