เกษตรกรชาวสวนปาล์ม
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังผลักดันความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันที่ประสบปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันตกต่ำ จากปริมาณผลปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 8% ทำให้ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในระบบสูงขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดมีผลผลิตปาล์มทะลายเพิ่มจาก 15.4 ล้านตัน เป็น 16.8 ล้านตัน สกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2.7 ล้านตัน ส่วนนี้บริโภครวม 2.5 ล้านตัน ก็จะเหลือสต๊อกส่วนต่าง 2 แสนตัน ถือว่าเหมาะสม ดังนั้น จึงต้องเร่งระบายสต๊อกส่วนเกินคงค้าง โดยในส่วนนี้เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบงบกลาง 525 ล้านบาท เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกิน จำนวน 160,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยกระทรวงพาณิชย์จัดหาน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า นางสาวชุติมา กล่าวว่า เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ตั้งแต่ วันที่ 2 มกราคม 2562 ล่าสุด มีผ
ในการเสวนา “ปาล์มน้ำมัน จากพืชเพื่อการบริโภค สู่พืชพลังงาน” เพื่อระดมความคิดเห็น แก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ที่มีนักวิชาการจากหลายภาคส่วนแสดงความเห็นผ่านเวทีเสวนา เพื่อนำความเห็นไปสะท้อนให้เห็นมุมที่สามารถนำไปช่วยเกษตรกรได้ คุณฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปลูกปาล์มปัจจุบันมีต้นทุน 2.94-3.06 บาท ขายได้ 2.50 บาท ซึ่งขาดทุนทุกกิโลกรัมที่ขาย ปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ มติของสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่ต้องการควบคุมน้ำมันปาล์ม และยกเลิกการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทย สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา อยากให้พิจารณากรณีของอ้อยและน้ำตาล ที่มีระบบ Profit Sharing หรือการแบ่งปันผลผลิต โดยนำระบบจากอ้อยและน้ำตาลมาเป็นต้นแบบ โดยแบ่งปันให้กับเกษตรกร ประมาณ 70% โรงงาน 30% อุตสาหกรรมอ้อยจึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัญหาน้อยที่สุด ส่วนตัวจึงเห็นว่า ควรนำระบบ Profit Sharing มาใช้กับปาล์มน้ำมัน เพราะในอนาคตปาล์มน้ำมันจะมีปัญหาเรื่องราคา จึงจะต้องปรับโครงสร้างจากการผลิตเพื่อการบริโภค เป็นการผลิตเพื่อป้อนโรงงานไฟฟ้า ด้าน คุณเชาวลิต ศุภนคร ประธานเจ้าหน้าที่
