เขื่อน
เรามักคิดว่าบ้านเมืองที่มีปัญหาคมนาคมขนส่งยากลำบาก ให้ชาวบ้านต้องเดินทางกันเป็นวันๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพียงเพื่อจะซื้อข้าวซื้อน้ำหรือหามดหาหมอ จะต้องเป็นประเทศยากจน ชักหน้าไม่ถึงหลัง อย่างเมืองไทยหรือเมืองอื่นใดที่มีชะตากรรมคล้ายกัน ขณะที่ประเทศร่ำรวยนั้นมีความสะดวกสบายไปเสียสิ้น ญี่ปุ่น มีรถไฟความเร็วสูงมากว่า 40 ปีแล้ว อเมริกาที่มีเงินแต่ไม่ชอบรถไฟความเร็วสูงก็มีเครือข่ายเครื่องบินไปเกือบทุกตารางนิ้ว ถนนพาดผ่านทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม ซ้ำรางรถไฟพาดเหนือใต้ออกตกอีกเล่า จีนก็มีรถไฟความเร็วสูงอีก งามดังดอกเห็ด ที่จริงแล้ว ประเทศไทยไม่มีปัญหามาสกัดกั้นการสร้างเส้นทางคมนาคม เราไม่มีปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์ หรืออะไรทั้งสิ้น ถ้าจะมีก็เรื่องเงิน กับเรื่องเราไม่ลงมือกันเอง เพราะร้อยสาเหตุเกินจะคาดเดา ส่วนตัวอย่างที่เราบอกว่าเพราะเขาร่ำรวย เขาจึงสร้างได้โครมๆ นั้น มันก็ไม่จริง เงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก หากแต่เป็นความยากลำบากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ญี่ปุ่นคือเป็นตัวอย่างของประเทศที่ต้องกัดฟันสู้กับเรื่องภูมิประเทศ เพื่อให้การพัฒนากระจายได้สมน้ำสมเนื้อ ญี่ปุ่นเป็นเกาะน้อยใหญ่ การสร้า
วันนี้ วันที่ 3 มกราคม นายไพโรจน์ คำทอน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากมีประกาศเตือนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงจากอิทธิพลของพายุ “ปาบึก” ที่จะส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงวันที่ 3-5 มกราคมนี้ ในส่วนของอ่างเก็บน้ำปราณบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บกว่า 353 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุ 391 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 90.3 ของความจุอ่าง จึงจำเป็นต้องปรับแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม เพื่อเตรียมพร้อมรับมวลน้ำใหม่ที่จะไหลเข้าอ่างภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากมีฝนตกหนัก ขณะนี้ได้เพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำปราณบุรี ที่อัตรา 35 ลบ.ม. ต่อวินาที และจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำอีก ในช่วงวันที่ 4-6 มกราคม ในอัตรา 75 ลบ.ม. ต่อวินาที 115 และ 120 ตามลำดับ สำหรับการระบายน้ำจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีล้นตลิ่ง
นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ที่มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 155 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) โดยข้อมูล วันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,838 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 88% ขณะที่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 100.02 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ระบายออก 41.40 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำ วันที่ 17 สิงหาคม-30 กันยายน 2561 ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อวัน ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 1,022 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับแผนระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้ง สำหรับด้านความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนวชิรา
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประชุม “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต” โดยเปิดเผยว่า สทนช.ตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต” ขึ้นตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีคำสั่งให้เปิดศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยได้เชิญผู้แทนจาก 9 หน่วยงาน อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น วางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกัน เนื่องจากขณะนี้มีฝนตกจำนวนมาก ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำมากกว่าเกณฑ์ควบคุมที่กำหนดไว้ 80-100 % แบ่งเป็น เขื่อน ขนาดใหญ่ 12 แห่ง และขนาดกลาง 103 แห่ง ช่วงปลายเดือนส.ค.นี้คาดการณ์ว่าจะมีพายุพัดผ่านเข้ามาในไทยผ่านภาคอีสานตอนบน และภาคเหนือตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ติดลำน้ำโขง และฝั่งภาคตะวันตก อาทิ จังหวัด ตาก เพชรบุรี อีกระลอก ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบหมายให้การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมชลประทาน เร่งระบายน้ำหรือพร่องน้ำออกจากเขื่อนให้มากที่สุดภายใน 10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนมีปริมาณน้อย เพื่อรองรับปริมาณฝนตกหนักในช่วงกลางเดือนส.ค.เป็นต้นไป โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาด
กฟผ. ชี้แจงสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ จากอิทธิพลพายุ “เซินติญ” ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น โดยเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนน้ำพุงระดับน้ำเริ่มสูง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ มั่นใจทุกเขื่อนมีความแข็งแรง มั่นคง มีการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล สามารถรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อย่างเพียงพอ นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เซินติญ” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ส่งผลให้มีฝนตกหนาแน่นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย อ่างเก็บน้ำของ กฟผ. หลายแห่งมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนน้ำพุงมีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการการระบายน้ำได้ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เขื่อน กฟผ. ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ได้อย่างเพียงพอ และมีความมั่นคงแข็งแรงเนื่องจากมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างต่อเน
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาลว่า นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังจากการประชุมในวันนี้ว่าด้วยเรื่อง ขออนุมัติขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ จำนวน 3 โครงการจากขอเสนอของทางกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ โดยโครงการที่ 1 คือโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำในรุมแม่น้ำน่านตอนล่าง เพื่อที่จะส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานในเขตโครงการประมาณ 48,000 กว่าไร่ ที่ผ่านมาเกิดปัญหา คือการปรับแผนดำเนินการใหม่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป มีการจัดหาที่ดินล่าช้า เนื่องจากการเจรจาต่อรองระหว่างภาครัฐและประชาชนไม่ลงตัว และภาคแปลงติดปัญหาข้อกฏหมาย นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขแบบก่อสร้างระบบส่งน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ในกรณีนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จทุกรายการภาคในปีงบประมาณ 2566 มีการขยายไปอีก 5 ปี โครงงานที่ 2 คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุตรดิตถ์ วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานฤดูฝนอีก 53,000 ไร่ บริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัยในรุมแม่น้ำน่
วันที่ 3 มิถุนายน เวลา 06:00 น. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ได้ลดการผันน้ำเข้าคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเข้าพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนของเกษตรกร และพื้นที่นาข้าวจำนวนกว่า 10,000 ไร่ ที่กำลังถูกน้ำท่วม ตามข้อสั่งการของนายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานหลังจากที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำหลากท่วมในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำจำนวน 50 เครื่อง และการลดปริมาณน้ำผ่านคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง ประกอบกับการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่ ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ประตูระบายน้ำเภาทะลาย และแม่น้ำท่าจีนบริเวณสะพานวัดไผ่โรงวัว อีกรวม 24 เครื่อง คาดว่าอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หากไม่มีฝนตกเพิ่ม สถานการณ์น้ำทีมนาข้าวในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรีจะเข้าสู่ภาวะปกติ ตรวจสอบระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท วัดได้ 16.69 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลดลง 9 เซนติเมตร ด้า
