เครื่องประดับ
ไผ่ หรือ ไม้ไผ่ เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ตั้งแต่เมื่อก่อนเก่าเนานาน คนไทยนำมาใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ตราบจนทุกวันนี้ เป็นองค์ประกอบของปัจจัยสี่ที่คุ้มค่าที่สุด เพราะในผืนถิ่นแดนไทยเรามีไผ่สารพัดที่อยู่ในป่า หรือเสาะหานำมาปลูกไว้ในที่ไร่ท้ายสวน รอบรั้วข้างบ้าน เอาหน่อไม้มาทำอาหาร ใบใช้ห่อขนม กระบอกไม้ไผ่ใช้เป็นอุปกรณ์ทำอาหาร บรรจุน้ำ ไม้ไผ่นำมาทำที่พักอยู่อาศัย กระท่อมน้อยคอยรัก สับฟากปูพื้น ทำแคร่ ทำก้านตับหญ้าคา ตับจาก ตับแฝกมุงหลังคา ทำรั้ว ทำตอกมัดของมัดรวงข้าว ใช้จักสานทำเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธ ด้ามดาบ ด้ามหอก ด้ามมีดพร้าขวาน จอบเสียม สานกระติบข้าว กระบุง ตะกร้า เข่ง กระด้ง ตะแกรง สุ่มไก่ ลอบ ไซ ข้องหาปลากบเขียด จนถึงยุคปัจจุบันก็ยังนิยมนำหน่อไผ่ ที่เรียกหน่อไม้ มาทำอาหาร ต้มผัดแกงทอด หน่อไม้ดอง หน่อไม้ปี๊บ นำไม้ไผ่มาใช้ทำรั้ว ทำไม้สอย ทำโครงโรงเรือน นั่งร้าน ค้ำยันกิ่งต้นไม้ ทำโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่น ทำกระท่อมนั่งเล่น ทำไม้จิ้มฟัน ไม้เสียบลูกชิ้น ไม้เสียบหมู-ปลา ตะเกียบ ไม้ก้านธูป เยื่อกระดาษ ใบรากทำปุ๋ย ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ แม้แต่งานก
“แมลงทับ” เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มีปีกสวยงาม ปีกสีเขียวสดเป็นประกายวาววับ หรือเขียวมรกต สีไม่ตก มีความคงทนสูง จึงมีคนนำไปทำเครื่องประดับเพิ่มมูลค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแมลงทับในธรรมชาติหายากขึ้น จึงมีเกษตรกรหัวใส ใช้ภูมิปัญญาศึกษาวงจรชีวิตของแมลงทับ แล้วนำมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น คุณสมัคร นามสีฐาน อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 บ้านกุดกระสู้ ตำบลเก่ากลอย อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (089) 937-9257, แม่อ้วน (ภรรยา) โทร. (085) 274-9288 เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำการเกษตรจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนากลาง และยังเป็นเลขานุการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัดด้วย คุณสมัคร เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือทำนาและทำสวน โดยทำการเกษตรหลายอย่าง เช่น ปลูกผักหวานป่ากว่า 1,200 หลุม กล้วยน้ำว้า 400 กอ ไผ่กิมซุ่ง 200 กอ ไผ่เลี้ยง 80 กอ มะนาว 150 ต้น ข่า 800 กอ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดไก่ ฯลฯ แต่ละปีทำรายได้หลายแสนบาท แต่ยังมีรายได้น้อยกว่าแมลงทับ แรงบันดาลใจในการเลี้ยงแมลงทับ ปี 2546 ป่าไม้จังหวัดขณะนั้นได้จัดอบรมแล
ผู้เขียนรู้จักกับ ป้าหน่อย หรือ คุณยุพาพร ว่องวิกย์การ ผ่านการแนะนำของป้าชิ้นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันย่านโชคชัย 4 ตั้งแต่ก่อนปีน้ำท่วมใหญ่ ป้าสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ป้าหน่อยมีบ้านอยู่เชียงใหม่ มีอาชีพอิสระด้วยการประดิษฐ์เครื่องประดับจากกะลามะพร้าว มาตั้งแต่ปี 2545 เพราะมองเห็นเสน่ห์ความสวยงามของกะลามะพร้าวผ่านงานประดิษฐ์สร้อยคอและเครื่องรางของชาวบ้านอันเกิดจากภูมิปัญญาเก่าแก่จนนำไปสู่การประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับอย่างสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ แล้วนำไปขายที่ตลาดคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ กับอีกหลายแห่ง ทุกครั้งที่ป้าหน่อยนำสินค้ามาขายตามงานแสดงในกรุงเทพฯ มักจะแวะมาเยี่ยมเยียนป้าชิ้น พร้อมกับติดงานบางประเภทมาให้ทำด้วย ดังนั้น การแนะนำให้รู้จักกับป้าหน่อยในคราวนั้นจึงทำให้ได้มีโอกาสนำเรื่องราวงานหัตถกรรมสวยๆ จากกะลามะพร้าวมาตีพิมพ์ลงในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี งานหัตถกรรมจากกะลามะพร้าวของป้าหน่อยถือว่าได้พัฒนาการความก้าวหน้าไปมาก จากเดิมที่เคยประดิษฐ์เครื่องประดับเพียง 10 กว่าชนิด แต่ขณะนี้มีจำนวนแบบมากกว่า 100 ชนิด จนเป็นที่รู้จักอย่างดี ในชื่อแบรนด์ “กะลาดูดี” พร้อมกับมี
