เชื้อดื้อยา
โรคที่เมื่อเป็นแล้ว ยาที่มีอยู่รักษาไม่ได้ จนอาการป่วยแค่เล็กน้อยลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งถ้ากินยาที่รักษาได้ผล อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายได้ในแค่ไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล นี่คือความหมายของ “เชื้อดื้อยา” หรือ “ซูเปอร์บั๊ก” ถ้ายังจำกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีผู้ว่าฯ สมุทรสาครที่ติดเชื้อโควิด-19 ทีมแพทย์ได้ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี อาการทรุดหนัก ยังถอดเครื่องช่วยหายใจไม่ได้ ทั้งที่ให้ยากำจัดเชื้อโควิด-19 ไปจนหมดสิ้นแล้ว ก็เพราะเกิดการติดเชื้อดื้อยาในปอด แพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มอีก 1-2 ตัว เวลาที่พบเชื้อดื้อยา แพทย์ต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอยาที่เจ้าซูเปอร์บั๊กสยบยอม นั่นหมายถึงการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น ในแต่ละปี “เชื้อดื้อยา” หรือ Superbug ทำให้คนไทยเสียชีวิตราว 38,000 คน ถือว่าพิษภัยไม่ด้อยไปกว่าโควิด-19 ยาที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยาคิดเป็นมูลค่า 2,539 – 6,084 ล้านบาท นั่นหมายถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประ
ปัญหาเชื้อดื้อยา เป็นปัญหาวิกฤตร่วมของคนทั่วโลก เพราะส่งผลต่อชีวิตของคนทุกคน เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินความจำเป็น ย่อมทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนสามารถสู้กับยาปฏิชีวนะได้ หรือที่เรียกว่า ดื้อต่อยา เกิดคำถามว่าการดื้อต่อยาจะส่งผลอย่างไร ง่ายๆ ยาปฏิชีวนะทุกวันนี้ ทางบริษัทผู้ผลิตไม่มีการพัฒนายารูปแบบใหม่ๆ ดังนั้น หากเราดื้อต่อยากลุ่มเดิม โอกาสในการรักษาโรคให้หายก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งในต่างประเทศมีความกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากพบแบคทีเรียดื้อต่อยาเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์บั๊ก (Superbug) อย่างสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ได้ประกาศพบผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาวัย 70 ปี และได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2559 จากการติดเชื้อแบคทีเรียระดับซุปเปอร์บั๊ก ซึ่งเป็นการดื้อยาระดับสูง อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษานโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ของสำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางสุขภาพและโอสถกรรมานุบาล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ทั่วโลกมีผู้เสีย
ก.สาธารณสุขขับเคลื่อน ‘ยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564’ ตั้งเป้า 5 ปีลดอัตราป่วยร้อยละ 50 เล็งคุมเข้มยาต้านจุลชีพทั้งในคนและสัตว์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า สธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่แก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ฉบับแรกของไทย เป็นกรอบการทำงานให้แก่หน่วยงานต่างๆ ไปสู่เป้าหมายลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับคนร้อยละ 20 และสำหรับสัตว์ร้อยละ 30 ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและใช้ยาต้านจุลชีพเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และมีระบบจัดการการดื้อยาที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์มาตรฐานสากล นพ.ปิยะสกลกล่าวต่อไปว่า ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ 1. ดำเนินการ 8 เรื่อง ตามเป้าหมายเร่งด่วน รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2560 อาทิ น
