เนปาล
ติดปีกบินข้ามฟ้ามาใกล้เทือกเขาหิมาลัยขนาดนี้ บรรยายไปเฉพาะเรื่องของวิถีชีวิตที่สำรวจมาได้ ตาทั้งสองข้างยังไม่พอ คงต้องพูดถึงเป้าหมายของการมาเนปาลครั้งนี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มาเพื่ออะไร ประการแรก เพียงเพื่อให้ได้มา เนปาล ประเทศที่อยู่ในห้วงใจลึกๆ ส่วนประการอื่น ขึ้นกับหัวหน้าทริปและผู้ร่วมเดินทางอีก 14 คน ซึ่งได้ทราบก่อนเดินทางเพียง 1 สัปดาห์ ว่า เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือ การดูนก และเก็บภาพนกที่หายากหรือไม่พบแล้วในเมืองไทย โดยผู้เดินทางทุกคน ยกเว้นผู้เขียน มีประสบการณ์การดูนก การถ่ายภาพ และการถ่ายภาพนกระดับมือโปรทั้งนั้น อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ว่าการเดินทางจากเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวง มายังเมืองโพคารา ใช้เวลาเดินทาง 7-8 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางในวันแรกหมดลงอย่างน่าเสียดาย เข้าที่พักก็ค่ำ ไม่ทันเห็นความศิวิไลซ์ที่น้อยนิดของเมืองโพคารา ที่จัดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวของเนปาล เมื่อเป้าหมาย คือ การดูนก เก็บภาพนก เราจึงพุ่งเป้าไปที่ Dhampus ห่างออกจากตัวเมืองไปเกือบ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินทางด้วยรถบัส ยิ่งนั่งรถออกนอกตัวเมืองโพคาราเข้าใกล้ Dhampus มากเท่าไร เหมือนเดินเข้าใกล้เทือกเขาอันนะปุรณะ
เนื้อหาที่จะเขียนลงใน “เกษตรต่างแดน” ฉบับนี้ เป็นการเก็บเกี่ยวจากการเดินทางครั้งแรก ประสบการณ์แรกที่พบเจอในประเทศเนปาล และความรู้สึกของผู้เขียนที่ได้สัมผัส อาจไม่ตรงตามความรู้สึกของผู้อ่านบางท่าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย … ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เป็นสนามบินแห่งเดียวของประเทศเนปาล แม้จะเป็นสนามบินเพียงแห่งเดียว แต่พื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวและผู้คนที่เดินทางเข้าออกประเทศก็ไม่ได้มาก เปรียบเทียบขนาดเห็นจะไม่ต่างจากสนามบินที่จังหวัดน่านบ้านเรา เดินเข้าออกสนามบินมีการตรวจตราเช่นเดียวกับสนามบินทุกแห่ง แต่ความเข้มงวดค่อนข้างน้อย เพราะคนมีจำนวนมากเกินเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวก แต่ก็ไม่เกิดปัญหา เพราะมี “รอยยิ้ม” สร้างมิตร และน้ำใจที่พร้อมจะถอยก้าวให้อีกฝ่าย ใช้เวลาบินประมาณ 3.30 ชั่วโมง จากประเทศไทย แต่การไปครั้งนี้กว่าเครื่องจะลงจอดอย่างเป็นทางการ ใช้เวลาเกินไปราว 50 นาที ซึ่งเป็นเรื่องที่พอทราบข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้วว่า สนามบินแห่งนี้มีพื้นที่น้อย การจราจรและพื้นที่จอดคับคั่ง เวลาที่เพิ่มขึ้นมาแบบไม่ต้องการจึงยอมรับได้ เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ คือ
