เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ไลอ้อน (ประเทศไทย) เดินหน้าธุรกิจสีเขียวที่ยั่งยืน คว้า Golden Award จากเวที Thailand Kaizen Award 2025 ด้วยผลงานจัดการน้ำเสียแบบบูรณาการ ลดน้ำทิ้งและก๊าซเรือนกระจก 100% สะท้อนความมุ่งมั่นพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนยันเป้าหมาย Net Zero Carbon ภายในปี 2050 ดร.กิตติวัตร โสมวดี รองผู้จัดการบริหารการผลิต บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจคู่คุณธรรม พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 56 ปี กล่าวว่า ไลอ้อน (ประเทศไทย) คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Golden Award ประเภท Genba Kaizen จากเวที Thailand Kaizen Award 2025 จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) จากผลงาน Integrate Wastewater Management (การจัดการน้ำเสียแบบบูรณาการเพื่อลดการส่งกำจัดภายนอก) ผลงานดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ โดยทีม LION SUL-WASTE จากหน่วยงาน Sulfonation สมาชิกประกอบด้วย นายทนงศักดิ์ ลาโพธิ์ นางสาวมนพร วงศ์วิสิทธิ์ น
ผ้าครามน้ำทะเล หนึ่งในนวัตกรรมการย้อมผ้า ที่นักวิจัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ได้นำน้ำทะเลมาเป็นส่วนผสม และนำสีธรรมชาติจากต้นครามมาสร้างสรรค์ให้กลมกลืนกับบรรยากาศชายทะเล ภายใต้แนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาจารย์ณัฐชนา นวลยัง (นักวิจัย) อาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ สาขาศิลปกรรมและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้ค้นพบว่าต้นคราม ธรรมชาติในแถบพื้นที่จังหวัดสงขลา จนถึงแถบจังหวัดปัตตานี ได้นำมาทำครามย้อมผ้า เมื่อเราได้ผ้าครามออกมาก็สามารถมาทำผลิตภัณฑ์ แฟชั่นไลท์สไตล์ เช่น หมวก กระเป๋า เป็นต้น สร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป โดยมีกรรมวิธีในการผลิตเริ่มจากการเก็บใบจากต้นครามที่มีอายุประมาณ 3-4 เดือน หรือ 90 วัน หลังจากนั้นนำมาหมักกับน้ำทะเล ทำการโจกเนื้อครามเพื่อแยกส่วนผสมที่สำคัญ หลังจากนั้นนำเนื้อครามไปย้อมผ้าตามลวดลายต่างๆ ที่ผู้วิจัย ออกแบบและสร้างสรรค์ไว้ อาจารย์นภท์ชนก ขวัญสง่า (นักวิจัย) อาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ สาขาศิลปกรรมและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ กล่าวว่า เอกลักษณของผ้าครามน้ำทะเล มีคว
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้ตระหนักถึงปัญหาและผล กระทบของหมอกควันและไฟป่าที่เกิดขึ้น โดย สวพส.มีภารกิจในการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการเผาเพื่อการเกษตร เน้นการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผล ให้จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่สูงลดลง และมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า หากเอ่ยถึงปัญหาหมอกควันและไฟป่าในประเทศไทยคงจะทราบกันดีว่าปัญหานี้มีมานานหลายปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือนั้นนับว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษาภาคม 2563 เกิดจุดความร้อนสะสมในพื้นที่การดูแลของ สวพส. 8 จังหวัด จำนวน 7,322 จุด ทำให้ป่าต้นน้ำลำธารเสียหาย และค่า PM 2.5 สูงมาก ก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตของประชาชน ซึ่งในส่วนของการแก้ไขปัญหานั้นทุกส่วนของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ และที่เห็นเป็นประจำทุกปีคือการ พ่นน้ำ การดับไฟป่า
ในอดีตที่ผ่านมา ปู่ย่าตายายของเราส่วนมากจะมีอาชีพทางการเกษตร ท่านเหล่านั้นทำการเกษตรด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ ผืนดิน ป่าเขา แม่น้ำ เสมือนผู้มีพระคุณที่เกื้อหนุนแก่สรรพชีวิตทั้งหลายในโลก ท่านเหล่านั้นได้ใช้วัตถุดิบทางธรรมชาติอย่างทะนุถนอมค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่างประหยัดและใช้อย่างมีคุณค่าที่สุด การแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ เช่น การทำขวัญข้าว กลายเป็นเรื่องงมงายในปัจจุบัน หลังจากที่เราทำเกษตรยุคใหม่ซึ่งเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีทั้งสารเคมีกำจัดโรคพืช กำจัดศัตรูพืชอย่างไม่ยั้งมือ โดยมุ่งหวังผลผลิตที่ได้เป็นสำคัญโดยไม่คำนึงถึงสารตกค้างที่อยู่ในพืชผักที่ผลิตซึ่งจะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภคและตัวเอง คนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ หลายท่านหลังที่จะมาเกษียณในชีวิตปั้นปลายที่ไร่นาในต่างจังหวัด หรือบางท่านสามารถกลับมาใช้ชีวิตกลางไร่นาในวัยหนุ่มสาว เช่น ครอบครัวสิทธิชัย ซึ่งมี คุณวิรัตน์ สิทธิชัย และ คุณสานิต สิทธิชัย น้องชาย กับพี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวฝันอยากเป็นครอบครัวเกษตรกรตามวิถีของบรรพบุรุษอีกครั้งที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี คุณสานิต กล่าวถึงความเป็นมาเป็นไปว่า “ดั้งเดิมพ่อแม่ย้ายจากจังห
