เพลี้ยอ่อน
ในช่วงที่มีอากาศร้อน และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวานให้ติดตามเฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยอ่อนข้าวโพด สามารถพบได้ในระยะที่ต้นข้าวโพดหวานออกดอกไปจนถึงระยะติดฝัก เริ่มแรกจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของใบและช่อดอกตัวผู้ หากที่ช่อดอกมีเพลี้ยอ่อนข้าวโพดเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่เป็นจำนวนมาก จะส่งผลทำให้ช่อดอกไม่บาน การติดเมล็ดน้อย และส่งผลให้เมล็ดแก่เร็วทั้งที่เมล็ดยังไม่เต็มฝัก กรณีที่มีการระบาดมาก จะพบเพลี้ยอ่อนข้าวโพดชนิดมีปีกบินมาจากแปลงปลูกใกล้เคียง ตั้งแต่ต้นข้าวโพดอายุประมาณ 15 วัน จากนั้นภายในแปลงปลูกอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะพบเพลี้ยอ่อนข้าวโพดออกลูกเป็นตัวอ่อนรวมกันเป็นกลุ่ม และกระจายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของต้นข้าวโพด เช่น ยอด กาบใบ โคนใบ ลำต้น และกาบหุ้มฝัก โดยเฉพาะบริเวณใต้ใบล่าง ต่อมาจะแพร่ขยายจากใบล่างขึ้นมาบนใบ และขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วจนพบเพลี้ยอ่อนข้าวโพดปริมาณสูงสุดในระยะที่ต้นข้าวโพดกำลังผสมเกสร ซึ่งจะพบมากที่บริเวณช่อดอก ทำให้บริเวณที่ถูกดูดกินแสดงอาการเป็นจุดสีเหลืองปนแดง สำหรับแนวทางในการป้องก
นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศแห้งแล้งขอให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวระยะฝักอ่อนถึงฝักแก่ เฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนศัตรูพืช 2 ชนิด คือ หนอนกระทู้ผัก และ หนอนเจาะฝักถั่วมารูค่า โดยหนอนกระทู้ผักที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่ผิวใบด้านบน มองเห็นใบโปร่งใสคล้ายร่างแห เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบ และฝักของถั่วเขียว ทำให้ผลผลิตลดลง ให้พ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง เมื่อพบการระบาด หรือพ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อฝักถูกทำลาย 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วน หนอนเจาะฝักถั่วมารูค่า หนอนจะเจาะเข้าทำลายฝัก หรือเจาะฝักที่ติดอยู่กับใบ และกัดกินเมล็ดภายในฝัก ทำให้ผลผลิตลดลง ให้พ่นสารฆ่าแมลง ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC
สภาพอากาศร้อนตลอดวัน และมีแดดแรงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยวเป็นคลื่น ส่งผลทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโต และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างในพริก ซึ่งจะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรควรใช้วิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบทั้งต้น จากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในส่วนของแมลงหวี่ขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และยังเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบพริกห
สภาพอากาศร้อนตลอดวัน และมีแดดแรงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยวเป็นคลื่น ส่งผลทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโต และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างในพริก ซึ่งจะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรควรใช้วิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบทั้งต้นจากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง แมลงหวี่ขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และยังเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบพริกหงิกซีดด่าง หรื
สภาพอากาศในระยะนี้ กลางวันจะร้อนจัด และกลางคืนจะหนาว กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกคะน้าเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อนและหนอนใยผัก สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของคะน้า สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน และใบแก่ ทำให้ส่วนยอดและใบหงิกงอ เมื่อเพลี้ยอ่อนเพิ่มจำนวนมากขึ้นพืชจะเหี่ยว ใบที่ถูกทำลายจะมีสีเหลือง หากพบให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ในส่วนของหนอนใยผัก มักพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่บนใบและใต้ใบพืชเป็นฟองเดี่ยวหรือกลุ่มเล็ก ส่วนใหญ่จะพบไข่ที่ใต้ใบพืช หนอนมีตัวเรียวยาว หัวแหลม ท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็นสองแฉก เมื่อถูกตัวหนอนจะดิ้นอย่างแรง และสร้างใยพาตัวเองขึ้นลงระหว่างพื้นดินกับใบพืชได้ หนอนจะเข้าทำลายกัดกินผิวใบ ทำให้ใบผักเป็นรูพรุนคล้า
