เพิ่มมูลค่าผลผลิต
“ข้าว” คือต้นธารแห่งวัฒนธรรมของคนไทย เป็นรากฐานของชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิตและสังคมของไทย แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปมาก สังคมไทยที่เคยเป็นสังคมเกษตร ปัจจุบันต้องพบกับปัญหา เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อมองถึงความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทย จึงไม่ควรมองความสำคัญจากมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือคิดเป็นมูลค่าจากจำนวนเงินเท่านั้น เพราะสถานะภาคเกษตรมีความสำคัญในการเกื้อหนุนชีวิตแรงงานภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันอาชีพชาวนาต้องพบกับปัญหา เนื่องจากลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ต่างเข้ามาทำงานในเมือง หรือเคลื่อนย้ายสู่แรงงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น เพราะเห็นว่าอาชีพทำนาเป็นงานที่หนัก ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เกิดความสูญเสียจากภัยพิบัติบ่อยครั้ง ต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาและรายได้น้อยไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการที่มั่นคง เหลือแต่ชาวนาสูงวัย จึงทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่า อนาคตข้างหน้าอาจกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังนั้น การเรียนรู้การทำนาอย่างถูกต้อง โดยยึดหลัก 3 ป. คือ ประหยัด ปลอดภัย และปฏิบัติได้ จะส่งผลให้ชาวนามีความสุข และม
โครงการไทยนิยม ยั่งยืน สัมฤทธิ์ผล หลังรัฐบาลอุดหนุนงบกลางปี 2561ให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 1,786.781 ล้านบาท สร้างโกดัง ฉาง ลานตาก และจัดซื้ออุปกรณ์รวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตร ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 700,000 ตันต่อปี ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จทันรองรับผลผลิตในฤดูกาลปีนี้ สหกรณ์ใช้ประโยชน์เก็บชะลอและดูดซับสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา ไม่ให้ทะลักล้นตลาด พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้แปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพและราคาผลผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบกลางปี 2561 วงเงิน 1,786.781 ล้านบาท อุดหนุนให้กับสถาบันเกษตรกรเพื่อนำไปสร้างอุปกรณ์การตลาด พร้อมเครื่องมือในการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่ 1. โครงการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือแก้มลิง วงเงิน 1,074.98 ล้านบาท ใช้ก่อสร้างโกดัง ฉาง ลานตาก ไซโลและเครื่องอบลดความชื้น รวบรวมผลผลิตไม่น้อยกว่า 700,000 ตันต่อปี 2. โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 415.441 ล้านบาท ใช้สร้างอุปกรณ
